รอง ผบ.ตร. แถลงผลตรวจสอบ 'เรือขนน้ำมัน' ต้องสงสัย 2 ลำ กลางอ่าวไทย พบพิรุธเดินเรือล่าช้าผิดปกติ เร่งพิสูจน์เข้าข่ายกักตุนเก็งกำไรหรือไม่
วันนี้ (21 เมษายน 2569) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) แถลงผลการปฏิบัติ กรณีเมื่อเวลา 04.00 น.ของวันนี้ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำเข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัย จำนวน 2 ลำ บริเวณกลางทะเลอ่าวไทย หลังพบความผิดปกติในการเดินเรือ
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเรือทั้งสองลำเป็นเรือขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากโรงกลั่นในจังหวัดระยอง มุ่งหน้าไปยังคลังน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างไรก็ตาม ตรวจพบพฤติการณ์การเดินเรือล่าช้ากว่ากำหนดการขนส่งตามปกติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงถึงสาเหตุของความล่าช้าดังกล่าว
ข้อมูลการเดินเรือในช่วงวันที่ 24 - 26 มีนาคม 2569 พบความคลาดเคลื่อนของระยะเวลาในการขนส่ง เจ้าหน้าที่จึงเร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเอกสารการขนส่ง ข้อมูลจากระบบติดตามเรือ (Tracking) และพยานแวดล้อม เพื่อประกอบการพิจารณาว่าการดำเนินการเป็นไปตามเงื่อนไขปกติ หรือมีพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดฐาน 'ประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร' หรือไม่ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้จะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ พล.ต.ท.รุธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บูรณาการการทำงานร่วมกันในการสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อค้นหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการกระจายเชื้อเพลิงในช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงสืบสวนหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกักตุนน้ำมันในช่วงสถานการณ์วิกฤต ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 21-25 มีนาคม 2569 ภายหลังเกิดสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุส
การเข้าตรวจสอบเรือทั้งสองลำในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด อาทิ การประวิงเวลาการเดินเรือเพื่อเก็งกำไร หรือการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่กับการตรวจสอบโรงกลั่นและคลังน้ำมันทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป





