ครม. ไฟเขียว ตั้งกองทุน “สงเคราะห์ – ฟื้นฟู” ผู้ประสบสาธารณภัย แก้กฎหมาย “กลไกสำคัญ” เพิ่มความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนเยียวยา เป็นหลักประกันความต่อเนื่องด้านการคลัง
วันนี้ (21 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” พร้อมแก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มุ่งเพิ่มความยืดหยุ่น ลดความล่าช้าในการช่วยเหลือประชาชน และสร้างแหล่งเงินทุนที่มั่นคงรับมือภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญ : การจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้ประสบภัยปี 2569
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงรายละเอียดการปรับปรุงกฎหมายและกลไกการบริหารจัดการภัยพิบัติ ดังนี้:
1. แก้ไขกฎหมายหลักในรอบ 18 ปี
รัฐบาลเตรียมแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ซึ่งใช้มานานกว่า 18 ปี เพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สาธารณภัยมีความถี่และรุนแรงมากขึ้น โดยกฎหมายฉบับแก้ไขนี้จะเป็น "เครื่องมือสำคัญ" ในการรวมอำนาจรัฐให้จัดการภัยพิบัติได้อย่างเป็นเอกภาพ
2. ลดขั้นตอนการเบิกจ่าย (Fast-track Recovery)
เดิมการช่วยเหลือต้องอาศัยงบกลางเป็นหลัก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและขั้นตอนที่ซับซ้อน ทำให้การเยียวยาถึงมือประชาชนล่าช้า การจัดตั้งกองทุนใหม่นี้จะช่วยให้:
- มีแหล่งเงินทุนที่แน่นอน ไม่ต้องรอจัดสรรงบประมาณใหม่ทุกครั้งที่เกิดภัย
- เพิ่มความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการเบิกจ่ายเงินเยียวยา
- ฟื้นฟูต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือเบื้องต้นและการฟื้นฟูระยะยาว
3. สถิติการใช้งบประมาณเยียวยา (2546–2569)
จากข้อมูลพบว่ารัฐบาลสูญเสียรายจ่ายไปกับการบรรเทาภัยพิบัติมหาศาล โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้:
- งบรวมสะสม (23 ปี) : ประมาณ 1.23 แสนล้านบาท
- ค่าเฉลี่ยต่อปี : 5.3 พันล้านบาท
- ปี 2569 (ปัจจุบัน) : ใช้งบสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ภัยที่รุนแรงกว่าปกติ
มุ่งสร้าง "หลักประกันความต่อเนื่องด้านการคลัง"
การจัดตั้งกองทุนนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เพื่อพัฒนาระบบการดูแลประชาชนให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน โดยคำนึงถึง ความยั่งยืนทางการคลัง และการคุ้มครองที่เป็นธรรม
"เราต้องการออกแบบกลไกที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ สามารถเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วที่สุด" – โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ





