มหาดไทยสั่งด่วน! ยกระดับ 4 มาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เน้น "ปิดป่า" บังคับใช้กฎหมายเข้ม พร้อมส่งเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ลุยดับไฟป่าพื้นที่วิกฤตทันที
วันนี้ (31 มี.ค. 69) ณ ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าร่วมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากจังหวัดเชียงใหม่ การประชุมครั้งนี้เป็นการ “ขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี” ในการยกระดับ 4 มาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็น “หน่วยหลัก” ในการบูรณาการและระดมสรรพกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์พบว่า ปัญหาฝุ่นละอองและจุดความร้อนในพื้นที่ภาคเหนือ มีสาเหตุหลักจากการลักลอบเผาในพื้นที่ป่า รวมถึงไฟป่าในเขตอุทยานและป่าอนุรักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เข้าถึงยาก ส่งผลให้ฝุ่นสะสมในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จึงได้ สั่งการ “ด่วนที่สุด” ให้ทุกจังหวัดยกระดับการปฏิบัติการทันที ภายใต้ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเฝ้าระวังเข้มข้น บูรณาการทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ การบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด กับผู้ลักลอบเผาและผู้ก่อให้เกิดจุดความร้อน การระดมกำลังเต็มศักยภาพ ทั้งกำลังพล เครื่องจักร และ “อากาศยาน” เข้าควบคุมและดับไฟโดยทันที พร้อมการเสริมกำลังข้ามพื้นที่ทันที หากเกินขีดความสามารถของจังหวัด และให้รายงานส่วนกลางเพื่อสนับสนุนโดยเร่งด่วน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงาน “ทำงานแบบศูนย์บัญชาการเดียว” โดยมอบ ปภ. เป็นหน่วยหลักในการประสานกำลัง โดยเฉพาะการใช้อากาศยาน เช่น เฮลิคอปเตอร์ เพื่อเข้าควบคุมไฟในพื้นที่เข้าถึงยากอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำมาตรการ “ปิดป่าเข้มข้น” ควบคู่กับการลาดตระเวนและควบคุมการเข้าพื้นที่เสี่ยงอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการเกิดจุดความร้อนในเชิงป้องกัน พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายรองผู้ว่าราชการจังหวัดลงบัญชาการพื้นที่วิกฤตแบบใกล้ชิด เพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์ “ให้จบในพื้นที่” โดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ให้ทุกจังหวัดรายงานข้อมูลสถานการณ์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งค่าฝุ่น PM2.5 และจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อใช้วิเคราะห์และสั่งการได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งเร่งสื่อสารข้อมูลที่จำเป็นให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง และเชิญชวนประชาชนร่วมเฝ้าระวัง หากพบเหตุไฟป่า สามารถแจ้งสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
“ได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดพิจารณาควบคุมการเข้าพื้นที่ โดยเฉพาะมาตรการ ‘ปิดป่า’ อย่างเข้มข้น โดยหลายจังหวัดได้ประกาศปิดพื้นที่ป่าและพื้นที่เสี่ยงแล้ว พร้อมทั้งให้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเข้าพื้นที่ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันการลักลอบเผาและลดการเกิดจุดความร้อนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ในจุดที่สถานการณ์วิกฤตอย่างใกล้ชิด เพื่อกำชับการปฏิบัติงานในจุดเสี่ยงและจุดเกิดเหตุ ให้สามารถควบคุมสถานการณ์และตัดไฟให้จบในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งให้มีการรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่องผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งนี้ ให้เร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งสถานการณ์ฝุ่นละออง แนวทางการปฏิบัติตน และความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา ตลอดจนเชิญชวนประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง หากพบเหตุไฟป่าสามารถแจ้งได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที” นายอรรษิษฐ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว
ทางด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างใกล้ชิด เปิดเผยว่า ได้สั่งการหน่วยในสังกัดทั้งศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ "ปฏิบัติการเชิงรุก" โดยผนึกกำลังร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและภาคีเครือข่ายเข้าจัดการปัญหาในทันที โดยใช้ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) เป็นฐานในการวางแผน เข้าควบคุมไฟได้อย่างตรงจุด พร้อมระดม “ทีมเผชิญเหตุ” และเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ทั้งรถบรรทุกน้ำและรถฉีดพ่นละอองน้ำแรงดันสูง ปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ชุมชนทั่วภาคเหนือ เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน นอกจากนี้ ปภ. ได้แจ้งใแนวทางการใช้จ่ายเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน จังหวัดสามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อป้องกันและยับยั้งภัยพิบัติโดยไม่ต้องรอการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผุ้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะทำให้จั้งหวัดสามารถบริหารจัดการภัยในมิติต่าง ๆ ได้คล่องตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ปภ. ได้เสริมกำลังทางอากาศอย่างเร่งด่วน โดยส่งเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ลำที่ 2 เข้าสนับสนุนภารกิจดับไฟในพื้นที่ภูเขาสูงและป่าลึก ซึ่งหน่วยภาคพื้นดินเข้าถึงยาก โดยได้ยกตัวจากจังหวัดลพบุรี และมีกำหนดถึงจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงบ่ายวันนี้ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะบูรณาการทุกภาคส่วน “เดินหน้าปฏิบัติการเต็มกำลัง” เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ให้คลี่คลายโดยเร็ว และลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด





