กยท.บูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม สู่การใช้ประโยชน์ ในภาคการผลิต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ จัดสรรงบฯ 200 ล้านบาทต่อปี
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดประชุมวิชาการ และสัมมนาการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม สู่การถ่ายทอดเทคโนโลยียางพารา ปี 2569 ที่ จ.ระยอง
โดยนายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.เป็นประธานเปิด และกล่าวว่า เวทีนี้ ได้รวบรวมนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ ตัวแทนภาคเอกชน ที่เป็นผู้ประกอบการเกี่ยวข้องกับยางพารา สหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกรชาวสวนยาง เข้าร่วมประชุม
เพื่อบูรณาการองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมจากทั้งหน่วยงานภายในของ กยท. สถาบันการศึกษา หน่วยงานพันธมิตร เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้เหล่านั้น ไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ในภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ
รวมทั้งยังจะทำให้ได้รับทราบปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไขในการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ความต้องการของของเกษตรกร ทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ สถานการณ์ยางพาราคาปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคตด้วย
นายโกศล ระบุว่า งานวิจัยและนวัตกรรม มีส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยางพาราของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง กยท.ได้ให้ความสำคัญ กำหนดเป็นนโยบายหลัก ที่จะขับเคลื่อนงานวิจัย นวัตกรรม รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ภาคการปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
โดย กยท.ได้จัดสรรงบประมาณรองรับ ปีละ 200 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมงานวิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ให้เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน กลางน้ำที่ต้องการพัฒนาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ไปจนถึงปลายน้ำ คือที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมและตลาดยางพาราก้าวสู่ระดับสากล เพื่อผลักดันให้เป็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก
รักษาการ ผู้ว่าฯกยท.กล่าวต่อว่า ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ กยท.จะนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้จริง แบ่งเป็น 3 ระดับ
ระดับต้นน้ำ ได้แก่ พันธุ์ยางใหม่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251(RRIT 251) เป็นพันธุ์ยางที่ต้านทานต่อโรคเส้นดำ ให้ผลผลิตสูง ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางเดิม ให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 439 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่ ให้จะผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 339 กิโลกรัมต่อไร่
และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3904 (RRIT 3904) เป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคใบร่วงไฟทอฟธอรา ราแป้ง เส้นดำ และราสีชมพู ให้ผลผลิตสูงเช่นกัน ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางเดิมให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 460 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่ให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 389 กิโลกรัมต่อไร่
นอกจากนี้ ในระดับต้นน้ำ ยังมีผลงานวิจัยและนวัตกรรม เกี่ยวกับการบริหารจัดการโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคใบจุดกลมในยางพารา โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตยางเพิ่มขึ้น
และอีกผลงานในระดับต้นน้ำ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล คือการใช้ประโยชน์น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ และจากน้ำนมดิบ ซึ่ง กยท.จะยกระดับให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ โดยได้บูรณาการดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากกรมวิชาการเกษตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเพิ่มธาตุอาหารบางตัวให้เป็นไปตามที่คุณสมบัติปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งนำขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อจะได้ให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อได้ตามระเบียบพัสดุ ซึ่งจะทำให้การใช้น้ำหมักชีวภาพทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ีมีราคาแพงเห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังจะมีการพัฒนาต่อยอดทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพชนิดเม็ด เพื่อนำไปใช้ในโครงการปลูกทดแทนอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน กยท.มีน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำประมาณ 3.5 ล้านลิตร และน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบประมาณ 1.12 ล้านลิตร
ส่วนในระดับกลางน้ำ มีผลงานวิจัยและนวัตกรรม การตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับ EUDR (EU Deforestation Regulation) ที่กำหนดให้สินค้าละผลิตภัณฑ์ 7 ชนิด (รวมยางพารา) ที่นำเข้าสหภาพยุโรป(EU) ต้องปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ว่าไม่ได้รุกพื้นที่ป่า และจะต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ดินถูกต้องอีกด้วย
คาดว่าสหภาพยุโรปจะนำมาบังคับใช้ในปลายปี 2569นี้ ซึ่ง EUDR ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราไทย และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีความต้องการสินค้าที่ยั่งยืน และมูลค่าสูงขึ้นได้
เป็นการพลิกโฉมยางพาราไทยสู่การเป็นผู้นำตลาดยางโลก เพราะขณะนี้มีเพียงประเทศไทย และแอฟริกาใต้เท่านั้นที่มีความพร้อมรับมือกฎระเบียบ EUDR ทั้งนี้ กยท.มีฐานข้อมูลดิจิทัล สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นยาง สวนยาง สหกรณ์ที่รับซื้อยาง และโรงงานแปรรูป ไปจนถึงการส่งออก โดยสามารถออกใบรับรองให้กับผู้ส่งออกยางได้ทันทีที่ EUDR มีผลบังคับใช้
สำหรับงานวิจัยและนวัตกรรมระดับปลายน้ำ ซึ่งเป็นระดับที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยางทั้งระบบ และมีส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีรายได้จากยางพารา ปีละ 500,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ปลายน้ำจะช่วยสร้างเพิ่มมูลค่าให้กับยางธรรมชาติ มากกว่าผลิตภัณฑ์ในระดับต้นน้ำ และกลางน้ำ
กยท.มีผลงานวิจัยระดับปลายน้ำล่าสุด ที่สามารถนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น แผ่นยางกันน้ำลาย (Rubber Dam) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อแยกฟันที่ต้องการรักษาออกจากบริเวณช่องปาก และป้องกันไม่ให้น้ำลายเข้าไปในพื้นที่ที่ทันตแพทย์กำลังทำงานอยู่ ช่วยลดอาการระคายเคือง มีความยืดหยุ่นสูง และทนทานต่อการฉีกขาด ไม่เป็นพิษต่อผู้ป่วย
หุ่นจำลองทางการแพทย์ ใช้เป็นอุปกรณ์ฝึกทักษะที่เสมือนจริง เพื่อใช้ฝึกหัดหัตถการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยา เย็บแผล เจาะเลือด และอื่นๆ ก่อนปฏิบัติจริงในผู้ป่วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และทักษะความชำนาญให้กับบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งยังมีวิจัยยางรัดของถุงมือ ภาคการเกษตรจากน้ำยางข้น เป็นต้น
นอกจากนี้ กยท.ยังมีผลงานวิจัย และนวัตกรรมมีความสำคัญต่อเกษตรกร คือ การให้บริการห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดิน ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ของศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์ ที่ได้พัฒนาห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดินจนได้รับมาตรฐานสากล
โดยสามารถตรวจวิเคราะห์ความเป็นกรด-ด่าง ความต้องการปูนของดิน การนำไฟฟ้า อินทรีย์วัตถุในดิน เนื้อดิน ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมในดิน ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผลความแม่นยำสูง
เกษตรกรสามารถนำดินมาตรวจสอบ เพื่อใช้ปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของดิน แก้ปัญหาดินเสื่อม ลดต้นทุน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และเพิ่มผลผลิต ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดค่าบริการ เพื่อเป็นอีกช่องทางหารายได้ให้ กยท.





