ครม. ทุ่ม 188 ล้าน แก้ปัญหามลพิษแม่น้ำสาย-แม่น้ำกก เร่งฟื้นฟูคุณภาพน้ำ เฝ้าระวังโลหะหนักข้ามพรมแดน พร้อมตรวจสุขภาพเชิงรุกดูแลชาวเชียงราย
รัฐบาลเดินหน้ามาตรการเข้ม ตรวจสอบการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย หลังพบความเสี่ยงจากการทำเหมืองในเมียนมา พร้อมวางงบกว่า 188 ล้านบาท ฟื้นฟูคุณภาพน้ำและดูแลสุขอนามัยชุมชนริมฝั่ง
วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน : สาเหตุและการเฝ้าระวัง
วันนี้ (17 มี.ค. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานสรุปการแก้ไขปัญหา มลพิษข้ามพรมแดน ในพื้นที่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา
ประเด็นสำคัญที่พบ:
- ต้นเหตุ : การทำเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในเมียนมาอาจใช้สารเคมีอันตราย
- ความเสี่ยง : การปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม และปรอท ในดินและตะกอนดิน
- ผลกระทบ : คุณภาพน้ำดิบสำหรับอุปโภคบริโภค และระบบนิเวศในฝั่งไทย
กางแผนเชิงรุก : 5 มาตรการหลักดูแลประชาชน
รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้วางแนวทางจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ ดังนี้:
1. การตรวจวัดคุณภาพน้ำ (Environmental Monitoring)
- กรมควบคุมมลพิษ ตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ เดือนละ 2 ครั้ง และตะกอนดิน เดือนละ 1 ครั้ง
- เปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ และมีชุดทดสอบสารหนูเบื้องต้นให้บริการประชาชน
2. ด้านสาธารณสุขและการเฝ้าระวังโรค
- กรมควบคุมโรค พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุกและคัดกรองสุขภาพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
- กรมอนามัย ตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน (ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน)
3. การจัดหาน้ำสะอาด
- การประปาส่วนภูมิภาคเฝ้าระวังน้ำดิบอย่างใกล้ชิด และแจกจ่ายน้ำสะอาดในพื้นที่วิกฤต
- วางแผนพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านระยะยาวให้มีประสิทธิภาพ
4. ตรวจสอบภาคเกษตรและประมง
- ตรวจสอบสารตกค้างในข้าว สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตร
- ยืนยัน: ปัจจุบันยังไม่พบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานอาหารตามเกณฑ์กระทรวงสาธารณสุข
5. งบประมาณและการฟื้นฟู
- เห็นชอบแผนงาน 14 โครงการ วงเงิน 188.36 ล้านบาท (ปี 2569–2570) เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่างประเทศ : ไทย-เมียนมา
ในระดับสากล ไทยได้เสนอจัดตั้ง คณะทำงานด้านวิชาการร่วม (Joint Technical Working Group) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพน้ำและเตรียมลงพื้นที่สำรวจร่วมกันบนหลักการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาจากต้นทางในรัฐฉานอย่างเป็นรูปธรรม
"รัฐบาลยืนยันให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและสุขภาพของพี่น้องประชาชน โดยจะเร่งรัดทุกมาตรการเพื่อให้การแก้ไขมลพิษข้ามพรมแดนเกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน" — นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา กล่าว





