วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

กยท.ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบสำเร็จ เตรียมขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์

กยท.ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบสำเร็จ เตรียมขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์

กยท.ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบได้กว่า 1.1 ล้านลิตร ช่วยเกษตรกรโคนม เตรียมขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยอินทรีย์ รองรับตลาดเกษตรอินทรีย์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

นายญาณกิตติ์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพ จากน้ำนมดิบเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง หรือ"น้ำหมักอะมิโนน้ำนม" ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยสามารถซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศรวม 2 เฟส ได้ถึง 716,180 กิโลกรัม คิดเป็น 102.3% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ 700,000 ลิตร และสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบได้กว่า 1,140,000 ลิตร ซึ่งใช้งบประมาณจากหน่วยธุรกิจ (BU) ของ กยท. ประมาณ 70 ล้านบาท 

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด กยท.ได้นำมาบรรจุ ในบรรจุภัณฑ์ที่แบ่งเป็น 4 ขนาด ได้แก่ ขนาด 1 ลิตร จำหน่ายราคาขายปลีก 100 บาท ขนาด 5 ลิตร จำหน่ายราคาขายปลีก 450 บาท ขนาด 20 ลิตร จำหน่ายราคาขายปลีก 1,400 บาท และขนาด 200 ลิตร จำหน่ายราคาขายปลีก 14,000 บาท​

สำหรับการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบดังกล่าว กยท. ได้คัดเลือกสหกรณ์การเกษตรเมืองไทรโยค จำกัด จ.กาญจนบุรี  เป็นพื้นที่นำร่องในการผลิต ภายใต้สูตรที่ผ่านการค้นคว้าวิจัย และควบคุมการผลิตโดยกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งน้ำหมักชีวภาพดังกล่าวมีทั้งธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรองที่พืชต้องการ เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์พืช ลดปัญหาใบอ่อนปิดงอหรือยอดแห้ง 

กยท.ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบสำเร็จ เตรียมขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์

นอกจากนี้ ยังมีกรดอะมิโน และโปรตีน ที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช ส่งเสริมการแตกใบและยอด ช่วยให้รากแข็งแรง ดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีจุลินทรีย์ที่ช่วยปรับปรุงความสมดุลในดิน เพิ่มอินทรียวัตถุ บำรุงดิน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี กระตุ้นการย่อยสลายสารอินทรีย์ ช่วยลดกลิ่นเหม็นและยับยั้งเชื้อโรคบางชนิด รวมทั้งกรดแลคติกที่เกิดจากการหมักยังช่วยยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นโทษในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้พืชมีผลผลิตเพิ่มขึ้น และเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ต้นพืชเแข็งแรงทนทานต่อโรคมากขึ้น

“กยท.ได้นำไปทดลองใช้ในสวนยางพาราแล้ว พบว่า ต้นยางมีความแข็งแรง เปลือกนิ่ม ช่วยบำรุงหน้ายาง ไม่ให้แห้ง กรีดยางได้ง่าย ได้ปริมาณน้ำยางเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กยท. มีนโยบายส่งเสริมให้ใช้น้ำหมักชีวภาพร่วมกับปุ๋ยเคมี ซึ่งมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์สงครามในขณะนี้ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง

นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้สามารถขายน้ำนมดิบที่เสียแล้วได้อีกในราคาไม่ต่ำกว่า 12 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเดิมน้ำนมดิบดังกล่าวจะต้องถูกทิ้ง ถือเป็นการชดเชยรายได้ส่วนที่ขาดหายไป อีกทั้งเมื่อ กยท.นำน้ำนมดิบมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพแล้ว ยังส่งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมนำไปจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง โดยจะได้รับส่วนต่างจากการขายไม่น้อยกว่าลิตรละ 30 บาทอีกด้วย” รองผู้ว่าการ ด้านธุรกิจ กยท. กล่าวและว่า

กยท.ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบสำเร็จ เตรียมขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์

สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางนั้น กยท.จะนำน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบไปแจกจ่ายให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ผ่านโครงการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อการปลูกแทน และโครงการส่งเสริมการจัดการสวนยางอารยเกษตร  ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการสวนยางแนวใหม่ ที่ผสานองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยีสมัยใหม่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สวนยาง โดยปรับใช้แนวคิดการจัดการสวนยางที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้เกษตรกรชาวสวนยางใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพื่อให้สวนยางกลายเป็นแหล่งผลิตที่ให้ทั้งรายได้และความยั่งยืนในระยะยาว

​รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ กยท. กล่าวต่ออีกว่า กยท. ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการนำน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบไปใช้กับพืชชนิดต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และนำรายได้ที่เกิดขึ้นมาหมุนเวียนรับซื้อน้ำนมดิบในเฟสต่อๆ ไป อันจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคาน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อย่างยั่งยืน 

ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอขึ้นทะเบียนน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบเป็นปุ๋ยอินทรีย์กับกรมวิชาการเกษตร เพื่อรองรับตลาดเกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตามกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มุ่งลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อฟื้นฟูปรับโครงสร้างของดินที่เสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน