กรมควบคุมมลพิษ - จ.สงขลา เร่งจัดการขยะน้ำท่วมหาดใหญ่ 2.5 แสนตัน เปลี่ยนแผนใช้ฝังกลบแทนเผา ลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (อธิบดี คพ.) เปิดเผยว่า จากปัญหาขยะตกค้างหลังเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ เมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ปัจจุบันจังหวัดสงขลายังมีขยะตกค้างจากเหตุอุทกภัยรวมประมาณ 250,000 ตัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งจัดการให้เป็นไปตามหลักวิชาการ และมีความยั่งยืน เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
อธิบดี คพ. กล่าวว่า แนวทางการจัดการขยะ เดิม อบจ.สงขลา ได้รวบรวมขยะจากจุดพักขยะชั่วคราวบริเวณแยกสะพานดำและบางหัก อำเภอหาดใหญ่ เพื่อนำไปกำจัดที่เทศบาลตำบลเกาะแต้ว เข้าสู่กระบวนการเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าขยะของบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) จากการดำเนินงานพบอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากขยะจากอุทกภัยส่วนใหญ่เป็นขยะชิ้นใหญ่และมีสิ่งปนเปื้อนจำนวนมาก เช่น เศษดิน เศษอิฐ และเศษปูน ทำให้ระบบลำเลียงและเครื่องจักรของโรงไฟฟ้าเสียหายและติดขัดบ่อยครั้ง อีกทั้งขยะบางส่วนมีค่าความร้อนต่ำ ส่งผลให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิดปัญหากลิ่นและเขม่าควัน กระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 คณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยจังหวัดสงขลา ได้มีมติเห็นชอบปรับเปลี่ยนมาเป็นการฝังกลบตามหลักวิชาการแทนการเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำข้อเสนอแนวทางบริหารจัดการ ออกแบบระบบ และติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้การจัดการขยะเป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามหลักวิชาการและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ ล่าสุด นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และนายธนัญชัย วรรณสุข รองอธิบดี คพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมติดตามการจัดการขยะดังกล่าว โดย คพ. ได้เสนอแนวทางควบคุมผลกระทบในพื้นที่พักขยะเทศบาลตำบลเกาะแต้ว เน้นย้ำให้มีการใช้วัสดุปิดคลุมกองขยะเพื่อลดกลิ่นและการฟุ้งกระจายของฝุ่น ติดตั้งระบบระบายก๊าซ ปูพื้นกันซึมด้วยแผ่น HDPE และจัดทำร่องระบายน้ำชะขยะ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
พร้อมมอบหมายให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา ติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งคุณภาพน้ำใต้ดินและคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและความโปร่งใสให้กับประชาชนในพื้นที่





