อัปเดต 'โรงเรียนสอนภาษา' เบื้องหลังฟอกเงินผ่านแอปเทรดหุ้น พันล้านต่อเดือน ซ่องโจรขบวนการใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต้นเรื่องจากหลอกโอนเงินข้าราชการเกษียณ
กรณีตำรวจเปิดโปง 'โรงเรียนสอนภาษา' เบื้องหลังฟอกเงิน ผ่านแอปเทรดหุ้น พันล้านต่อเดือน ซ่องโจรขบวนการใหญ่ ต้นเรื่องจากหลอกโอนเงิน ข้าราชการเกษียณ
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลัง ตํารวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.)
แถลงผลการปฏิบัติ : ทลายขบวนการ “ฟอกเงิน-ฟอกคน” ให้กับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฟอกเงินผ่านแอปเทรดหุ้น ใช้โรงเรียนสอนภาษาบังหน้าทำวีซ่านักเรียน
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จับกุมผู้ต้องหาขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ รวม 8 ราย ประกอบด้วยคนไทย 7 ราย และคนจีน 1 ราย ตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ในข้อหาหลักคือ
- ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น
- ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
- ร่วมกันเป็นอั้งยี่
- ร่วมกันเป็นซ่องโจร
- ร่วมกันฟอกเงิน
เจ้าหน้าที่สามารถกระจายกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ในหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานคร, จังหวัดชลบุรี, จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดแม่ฮ่องสอน
พฤติการณ์ของขบวนการนี้ สืบเนื่องมาจากการ ขยายผลคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงข้าราชการเกษียณในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จนสูญเสียเงินกว่า 1.4 ล้านบาท
จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายนี้ได้ก่อเหตุหลอกลวงประชาชนในลักษณะเดียวกันอีกกว่า 30 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท
โดยมีรูปแบบการกระทำความผิดที่ซับซ้อน แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ “การฟอกเงิน” และ “การฟอกคน”
ในส่วนของการฟอกเงิน กลุ่มผู้ต้องหาจะนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงไปโอนเข้าสู่แพลตฟอร์มเทรดหุ้นต่างประเทศ ก่อนจะโอนกลับเข้ามายังบัญชีม้าในประเทศไทยเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการส่งกลุ่มคนไทยที่ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า ข้ามไปพำนักที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เป็นเวลานานถึง 25 วัน
เพื่อทำหน้าที่สแกนใบหน้ายืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมทางการเงินโดยเฉพาะ
เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการตรวจสอบของสถาบันการเงินในไทย ทำให้เครือข่ายนี้มีเงินหมุนเวียนที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์สูงถึงเดือนละกว่า 100 ล้านบาท คาดว่าความเสียหายโดยรวมจากเครือข่ายนี้อาจสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อเดือน
เจ้าหน้าที่ยังพบว่า หญิงไทย 2 ราย ทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้าและควบคุมการฟอกเงินภายใต้คำสั่งของนายทุนชาวจีน
โดยใช้คอนโดหรูย่านห้วยขวางเป็นเซฟเฮาส์ และยังมีการฟอกเงินผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น
- การซื้อขายทองคำ
- การตั้งบริษัทขายสินค้าแบรนด์เนมบังหน้า
- โอนเงินเข้าบริษัทของ Mr. Zhen สัญชาติจีน
ส่วน “การฟอกคน” เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนเส้นทางการเงินจนพบความเชื่อมโยงไปยังบริษัทรับทำวีซ่า ซึ่งใช้โรงเรียนสอนภาษา ในย่านลาดพร้าวเป็นฉากบังหน้า
เพื่อดำเนินการออกวีซ่านักเรียนให้กับชาวต่างชาติจำนวนมาก กว่า 600 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน เพื่อให้สามารถเข้ามาพำนักและทำงานให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้โดยง่าย
จากการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย พร้อมของกลางที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
การปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. สั่งการให้ พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทล. ดำเนินการ
อ้างอิง CIB





