ปอศ. บุกทลาย 8 ล้งมะพร้าวราชบุรี เครือข่ายนอมินีจีนสวมสิทธิคนไทย กดราคารับซื้อจากเกษตรกรเหลือแค่ 2 บาท ก่อนโกยกำไรส่งออกจีนลูกละ 50 บาท
วันนี้ (10 มี.ค. 69) พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ.พ.ต.อ.ชำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. พร้อมด้วย นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมแถลงผลเปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้น เครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ ภายหลังมีการเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 8 จุด ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย
1.บริษัท เต๋อ หวั่ง จำกัด , 2.บริษัท เหอไท่เซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ,3.บริษัท หลง แมน โคโค่นัท จำกัด , 4.บริษัท ไทยเฉิงต้า เทรดดิ้ง จำกัด , 5.บริษัทจั่นฮุ่ยราญา จำกัด , 6.บริษัท หมู่ เซียน หยวน (ประเทศไทย) จำกัด 7.บริษัท อีซี่ โคโคนัท จำกัด และ 8.บริษัท ฟลาย โคโคนัท จำกัด
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า พฤติการณ์กลุ่มทุนต่างชาติสวมสิทธิคนไทย เข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวน บิดเบือนราคารับซื้อ จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ ปฏิบัติการในครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการลงพื้นที่สืบสวน หาสาเหตุของปัญหา “ราคามะพร้าวตกต่ำ” ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จ.ราชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยพบความย้อนแย้งว่า ในขณะที่ความต้องการบริโภคมะพร้าวน้ำหอม ในตลาดต่างประเทศยังคงมีปริมาณสูง แต่ราคามะพร้าวหน้าสวน ที่เกษตรกรได้รับกลับถูกกดให้ต่ำลงอย่างผิดปกติ
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลทะเบียนบริษัท งบการเงิน และโครงสร้างผู้ถือหุ้นพบว่า มีนิติบุคคลจำนวนมาก ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนกว่า 117,000 ราย ซึ่งถือหุ้นไม่เกิน 50% แต่มีพฤติการณ์เข้าควบคุมกิจการ ผ่านคนไทยที่ถือหุ้นแทน โดยเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการค้าภายในประเทศ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กลุ่มทุนต่างชาติ เข้ามาแทรกแซงวงจรการค้ามะพร้าว ด้วยการจัดตั้ง “ล้งมะพร้าวอำพราง” โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้น (Nominee) เพื่อเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับซื้อ และส่งออกเสียเอง เมื่อกลุ่มทุนเหล่านี้สามารถควบคุมช่องทางการกระจายสินค้า และโรงงานแปรรูปได้เกือบเบ็ดเสร็จ จึงเกิดอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเกษตรกร นำไปสู่การกดราคารับซื้อต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อกวาดกำไรส่งออกกลับไปยังต่างประเทศ ทิ้งความเสียหายไว้กับเศรษฐกิจฐานรากของไทย ทางตำรวจจึงนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย บริษัทรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปจำนวน 8 แห่ง
ด้าน พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จากการตรวจค้น พบว่า มีบริษัทที่มีพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ จำนวน 6 แห่ง ส่วนอีก 2 บริษัทคือ บริษัท เต๋อ หวั่ง จำกัด และบริษัทจั่นฮุ่ยราญา จำกัด นั้นไม่พบการกระทำผิด ส่วนที่เหลือจากการสืบสวนพบผู้กระทำความผิดเป็น นิติบุคคล จำนวน 6 ราย มีผู้ร่วมกระทำผิดแบ่งเป็น บุคคลสัญชาติไทย จำนวน 10 ราย และ ชาวต่างชาติ จำนวน 7 ราย จากการตรวจค้นพบว่า 6 บริษัทเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีท้าย บัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน ,บัญชีสาม ข้อ 13 ,14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตร,การค้าปลีกและค้าส่ง โดยดำเนินการผ่านแผนประทุษกรรมที่น่าสนใจดังนี้
1. การใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิดบริหาร พบว่า บริษัทหลายแห่งมีชื่อคนไทยถือหุ้นในสัดส่วน 51% ตามกฎหมาย แต่จากการสอบปากคำ พบว่า ผู้ถือหุ้นชาวไทยเหล่านั้นมีสถานะเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ พนักงานบัญชี หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่ถูกจ้างวานมาเพื่อเซ็นชื่อในเอกสาร โดยไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือได้รับส่วนแบ่งกำไรที่แท้จริง
2. การสั่งการตรงจากต่างชาติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดหลักฐานสำคัญเช่น สัญญาเช่าที่ดินสวนมะพร้าว ของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เอกสารการโอนเงินไปยังประเทศจีน รวมถึงเอกสารคำสั่งและบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE และ WhatsApp ที่แสดงให้เห็นว่า มีการสั่งการจากบุคคลในต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อำนาจการสั่งการรับซื้อ การกำหนดราคา และการจัดการโลจิสติกส์ทั้งหมด ถูกควบคุมโดยตรงจากนายทุนสัญชาติจีน โดยมีคนไทยทำหน้าที่เพียงบังหน้า เพื่อให้ดูเหมือนเป็นธุรกิจของคนท้องถิ่นเท่านั้น
3. กลไกการผูกขาดและการบิดเบือนราคาแบบครบวงจร
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวด้วยว่า จากการสืบสวนเชิงลึกพบแผนประทุษกรรม ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลไกตลาดมะพร้าวไทย โดยกลุ่มทุนต่างชาติเหล่านี้ได้ขยายอิทธิพล เข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ "ต้นน้ำ" ผ่านการทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวในพื้นที่ เพื่อทำสวนมะพร้าวเอง ทำให้สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตได้โดยตรง ต่อเนื่องมายัง "กลางน้ำ" ด้วยการจัดตั้งสถานประกอบการ หรือล้งมะพร้าวอำพราง เพื่อรวบรวมและแปรรูป และส่งต่อไปยัง "ปลายน้ำ" คือการส่งออกไปยังเครือข่ายของตนเองในต่างประเทศ
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า การกินรวบวงจรธุรกิจเช่นนี้ ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติมีอำนาจผูกขาดในการกำหนดราคา โดยพบหลักฐานว่า มีการกดราคารับซื้อหน้าสวนจากเกษตรกรไทย ให้ต่ำลงอย่างผิดปกติเหลือเพียงลูกละ 2-5 บาท ในขณะที่นำไปแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศจีนในราคาลูกละ 35- 50 บาท ส่วนต่างกำไรมหาศาลนี้จะถูกโอนกลับไปยังกลุ่มนายทุนต่างชาติโดยตรง พฤติการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้เกษตรกรไทย ถูกตัดออกจากระบบการค้าปกติ แต่ยังเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้ราคามะพร้าวหน้าสวนทั่วประเทศตกต่ำและสูญเสียเสถียรภาพ
นอกจากนี้ การวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลัง ยังพบความผิดปกติในการรายงานผลประกอบการเป็นตัวเลข "ขาดทุน" มาโดยตลอด แต่รายได้บริษัทในแต่ละปีกลับสูงขึ้น ซึ่งเป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และการจัดทำบัญชี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนต่างชาติ สามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง และยังเป็นการครอบงำกิจการ ที่สงวนไว้สำหรับคนไทย อันเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจ และกลไกการค้าของประเทศอย่างร้ายแรงอีกด้วย
ส่วน พ.ต.อ.ชำนาญ กล่าวด้วยว่า จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลาง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย หลักฐานการซื้อขายมะพร้าว สัญญาเช่าสวนมะพร้าว เอกสารทางบัญชีและภาษี รวมกว่า 10 กล่อง ซึ่งแสดงถึงรายการเดินบัญชีที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง , อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีข้อมูลการติดต่อกับนายทุนต่างชาติ โดยธุรกิจบางประเภท เช่น การทำไร่ทำสวน อยู่ในบัญชีธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบกิจการ ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวกับการค้าผลผลิตเกษตรพื้นเมือง แม้จะสามารถทำได้ แต่ต้องขออนุญาตจากทางการก่อน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า บางบริษัทมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่อให้กลุ่มทุนต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินกิจการได้อีกด้วย
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ยึดเอกสารหลักฐานจำนวนมาก เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน การโอนเงินจากต่างประเทศ รวมถึงสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป





