วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

รัฐบาล เกาะติดวิกฤตตะวันออกกลาง อพยพล็อตแรก 292 คน ถึงไทย พรุ่งนี้

รัฐบาล เกาะติดวิกฤตตะวันออกกลาง อพยพล็อตแรก 292 คน ถึงไทย พรุ่งนี้

รัฐบาลเร่งอพยพคนไทยพ้นวิกฤตตะวันออกกลาง ล่าสุดช่วยเหลือกลับไทยแล้ว 292 คน เตรียมรับกลุ่มแรกถึงสนามบินพรุ่งนี้ พร้อมย้ำสต็อกปุ๋ยเคมีเพียงพอ

วันนี้ (8 มี.ค. 66) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึง สถานการณ์ตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทย ว่า สถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคยังคงมีความรุนแรง มีการแลกเปลี่ยนการโจมตีโดยขีปนาวุธและโดรนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิสราเอล อิหร่าน ราชอาณาจักรบาห์เรน คูเวต และเลบานอน ขณะเดียวกันอิหร่านส่งสัญญาณว่า จะไม่โจมตีประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค จะมุ่งเป้าเฉพาะฐานทัพสหรัฐอเมริกาเท่านั้น โดยกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกออกแถลงการณ์ย้ำว่า เป็นการป้องกันตนเอง และจะตอบโต้จนกว่าการโจมตีของอิหร่านจะยุติลง หรือจนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะดำเนินการตามหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่า มีการใช้โดรนโจมตีถังเก็บน้ำมันในคูเวต และมีการโจมตีโรงผลิตน้ำจืดในบาห์เรนด้วย ขณะเดียวกันประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักและจะมีการพิจารณาขยายเป้าหมายไปยังพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของการโจมตี ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง
 

นายปาณิดล กล่าวด้วยว่า ขณะที่สถานการณ์การเปิด-ปิดน่านฟ้าในปัจจุบันรัฐการ์ตายังคงปิดน่านฟ้า แต่สายการบินการ์ตาแอร์เวย์ เริ่มให้บริการเส้นทางเป็นการฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้างบางส่วนแล้ว แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานระบุว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอเรียกร้องให้คนไทยอพยพออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงโดยเร็วที่สุด และขอให้ท่านแจ้งข้อมูลที่อยู่ให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ

นายปาณิดล กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่นั้น ในพื้นที่อิหร่านเป็นที่น่ายินดีว่าคนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานได้เดินทางโดยรถยนต์ถึงตุรกีแล้วด้วยความปลอดภัยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีทีมงานจากกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการาต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองที่ด่านคัปปิกอยของกรุงตุรกี เพื่อรอเดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบิน ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 9 มีนาคม และอีกกลุ่มจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 10 มีนาคม
 

นายปาณิดล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะมีคนไทยในอิหร่านที่จะเดินทางทางบกจากอิหร่านไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุลและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา กำลังประสานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ปฏิบัติการเรื่องนี้ประสบความสำเร็จไปด้วยได้ดี ซึ่งการอพยพคนไทยในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการเร่งช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากกับพื้นที่ที่อันตราย

นายปาณิดล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีของตุรกี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ยังมีภารกิจที่ปิดด่านชายแดนเพื่อรอรับคนไทยที่อพยพออกจากอีรักมาตุรกี ซึ่งขณะนี้คนไทยได้เดินทางข้ามแดนมาที่เมืองมาร์ดินเรียบร้อยแล้ว 3 รอบรวมทั้งสิ้น 18 คน จากนั้นจะช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยต่อไป โดยรวมทั้งหมดขณะนี้มีคนไทยที่ติดค้างอยู่ที่ตะวันออกกลางที่ได้รับการช่วยเหลือ และเดินทางกลับประเทศไทยทั้งหมด 292 คน ในส่วนของประเทศอื่นๆ สถานกงสุลใหญ่และสถานเอกอัครราชทูต จะยังคงให้ความช่วยเหลือ แนะนำคนไทยและประสานงานกับหน่วยงานพื้นถิ่นเพื่อเร่งรัดขบวนการต่อไป

ทั้งนี้ ในห้วงที่สถานการณ์ยังคงบอบบาง การนำเสนอเนื้อหาข่าวและข้อมูลต่อสาธารณะชนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คาดเคลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังมีคนไทยอยู่ในพื้นที่ซึ่งความปลอดภัยของพี่น้องคนไทยคือสิ่งที่มีความสำคัญสูงที่สุดในขณะนี้

ด้านนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าและโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงการสต๊อกปุ๋ยเคมีในประเทศ ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าปุ๋ยเคมีต้องรายงานปริมาณสต๊อก และรายงานการนำเข้าทุกวันที่ 10 ของเดือน เพื่อให้ภาครัฐติดตามสินค้าและบริหารจัดการสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าประเทศไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมีประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 ล้านตันต่อเดือน จึงถือว่ามีปริมาณเพียงพอในการใช้ในประเทศ

นายนันทพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสต๊อกของเดือนกุมภาพันธ์จะมีการรายงานในวันที่ 10 มีนาคมนี้ คาดว่าปริมาณสต๊อกจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการนำเข้าปุ๋ยที่มีการคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมทั้งมีการนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ ซึ่งสต๊อกปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็น วัตถุดิบหลักของปุ๋ยเคมีและมีสัดส่วนการใช้อยู่ที่ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด ปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกอยู่ประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ นอกจากนี้ ยังมีปุ๋ยยูเรียที่อยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียและมาเลเซียอีกประมาณ 1.2 แสนตัน หรือ2.4 ล้านกระแส โดยรวมจะมีปุ๋ยยูเรียอยู่ประมาณ 8.9 ล้านกระสอบ ดังนั้นหากรวมปุ๋ยเคมีแที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถใช้ได้ประมาณ 5 เดือน

นายนันทพงษ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ต้นทุนในตลาดโลกและโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมกำกับดูแลให้การจำหน่ายเป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบของเกษตรกรมากที่สุด นอกจากนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์ทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยเทคมีอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินกว่าสมควรหรือการใช้โอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลซึ่งหากพบการกระทำผิดจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย

กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศเรายังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้และขอความร่วมมือเกษตรกรไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุนปุ๋ย