"พิพัฒน์" กางแผนอพยพ 200 คนไทยในอิหร่าน เคลื่อนย้ายทางบก 1,000 กม. เข้าตุรกี เตรียมใช้เครื่องบินพาณิชย์เหมาลำรับกลับ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลางพร้อมดูแลความปลอดภัยเต็มที่
วันนี้ (5 มี.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ว่า นายกรัฐมนตรีได้ขอคำแนะนำจากอดีตประธานรัฐสภา ถึงการวางตัวในขณะที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การวางตัวของนายกรัฐมนตรี และจุดยืนของประเทศไทย มีความเหมาะสม ซึ่งต้องวางตัวเป็นกลาง ขณะนี้ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเหตุการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีจะเชิญอดีตประธานรัฐสภา มาให้คำปรึกษาอีกครั้ง
ส่วนการประเมินสถานการณ์นั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า เหตุการณ์ในปัจจุบันไม่มีใครสามารถประเมินได้ เพราะเหตุการณ์แต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ นายวันนอร์ ได้ขอให้วางตัวนิ่งๆ และดูว่าจะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด
ส่วนการระมัดระวังสถานที่สำคัญ เช่น สถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่มีข้อพิพาทในประเทศไทยนั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ต้องดูแลทุกฝ่าย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายที่ต่อต้าน เพราะฉะนั้น รัฐบาล ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลความปลอดภัยของสถานทูตต่างๆ ที่มีกรณีพิพาทกันอยู่
ส่วนความคืบหน้าคนไทย 200 คน ที่จะรับจากอิหร่านมายังตุรกี นายพิพัฒน์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือไปยังสถานทูตไทยในอิหร่าน และรับทราบเบื้องต้นว่าต้องใช้การเดินทางทางบกไปยังตุรกี ประมาณ 1,000 กิโลเมตร เพื่อขึ้นเครื่องจากตุรกีกลับประเทศไทย โดยให้ผู้ที่มีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย ตัดสินใจว่ามีความพร้อมหรือไม่ เพราะการเดินทางในระยะ 1,000 กิโลเมตร ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งอาจมีด่านจากผู้ที่ประสงค์ดีและไม่ประสงค์ดี ซึ่งไม่สามารถคาดคะเนได้ จึงต้องประเมินสถานการณ์ให้ปลอดภัยที่สุดก่อนจะเคลื่อนย้ายคนไทย โดยการเดินทางกลับ สถานทูตกรุงเตหะรานจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ และแจ้งให้กับกระทรวงการต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรี รับทราบต่อไป
สำหรับความพร้อมของอากาศยานที่จะใช้ในการนำคนไทยกลับ นายพิพัฒน์ คาดว่า จะใช้เครื่องบินพาณิชย์เหมาลำจากประเทศต้นทาง โดยจะหาเครื่องที่ผ่านน่านฟ้าตุรกี และมีสายการบินอยู่แล้ว กลับมายังประเทศไทย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดน้อยกว่าเครื่องบินของกองทัพอากาศ





