วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'ฝีดาษวานร' คร่าชีวิต 1 รายในเรือนจำ สั่งเฝ้าระวังเข้มกลุ่มเสี่ยง

'ฝีดาษวานร' คร่าชีวิต 1 รายในเรือนจำ สั่งเฝ้าระวังเข้มกลุ่มเสี่ยง

กรมควบคุมโรค ยืนยันพบผู้ต้องขังเสียชีวิตจาก 'ฝีดาษวานร' 1 ราย พบมีโรคประจำตัวและภูมิคุ้มกันบกพร่อง เร่งแยกกักตัวกลุ่มเสี่ยงและฉีดวัคซีนป้องกันทันที

กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์ ฝีดาษวานร ล่าสุด พบผู้ต้องขังชายเสียชีวิต 1 ราย หลังพบประวัติมีโรคประจำตัวหลายโรคและภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เร่งประสานกรมราชทัณฑ์คุมเข้มกลุ่มเสี่ยง พร้อมฉีดวัคซีนป้องกันทันที

รายละเอียดผู้เสียชีวิตจากโรคฝีดาษวานร (Mpox)

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงกรณีพบผู้เสียชีวิตจาก โรคฝีดาษวานร (Mpox) จำนวน 1 ราย โดยมีไทม์ไลน์และรายละเอียด ดังนี้ :

  • โปรไฟล์ผู้ป่วย : ผู้ต้องขังชาย อายุ 44 ปี
  • โรคประจำตัว : ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ร่วมกับไวรัสตับอักเสบบี, ซี และซิฟิลิส โดยขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง
  • สาเหตุความรุนแรง : ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องขั้นรุนแรงทำให้โรคดำเนินไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าปกติ
  • ไทม์ไลน์ : เข้าเรือนจำเมื่อ 20 มกราคม 2569 พร้อมแผลที่ขา ต่อมามีไข้และผื่นตุ่มตามตัว เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
  • สายพันธุ์ที่พบ : ผลตรวจยืนยันเป็นเชื้อ Mpox สายพันธุ์ Clade II

มาตรการควบคุมโรคในเรือนจำและกลุ่มเสี่ยง

ภายหลังการยืนยัน กรมควบคุมโรคได้ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ยกระดับมาตรการป้องกันทันที ดังนี้

  1. การเฝ้าระวัง : แยกกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิด 32 รายในแดนเดียวกัน และเฝ้าระวังเพิ่มเติมอีก 14 ราย
  2. การติดตามอาการ : ตรวจวัดอุณหภูมิวันละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 21 วัน
  3. การฉีดวัคซีน : สนับสนุนวัคซีนป้องกันฝีดาษวานร (Post-Exposure Prophylaxis) ให้กลุ่มเสี่ยงสูงรวม 19 ราย
  4. สุขอนามัย : ทำความสะอาด Big Cleaning พื้นที่เสี่ยงและจัดการขยะติดเชื้อตามมาตรฐานขั้นสูง
  5. การเคลื่อนย้าย : งดการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังในพื้นที่เสี่ยงชั่วคราว

"ปัจจุบันยังไม่พบผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่รายอื่นมีอาการเพิ่มเติม สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิด" — นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยัน

วิธีสังเกตอาการและการติดต่อ "ฝีดาษวานร"

นายแพทย์นิติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประชาชนควรเฝ้าระวังและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่เชื้อ ดังนี้:

  • ช่องทางการติดต่อ: สัมผัสใกล้ชิดกับผื่น ตุ่ม หรือสารคัดหลั่ง, การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์
  • อาการสำคัญ: มีไข้, ต่อมน้ำเหลืองโต, ปวดเมื่อยตามร่างกาย และมีผื่นหรือตุ่มใส

บทสรุปและช่องทางติดต่อ

กรมควบคุมโรคยืนยันความพร้อมในระบบเฝ้าระวังและประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือมีอาการเข้าข่าย สามารถติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง