แพทย์เตือน สัญญาณเงียบ อันตราย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังนักแสดงสายบู๊ชื่อดัง "จา พนม" ป่วยแล้ว ระยะ 3 เช็กอาการ ปวดท้อง - ตัวเหลือง ต้องรีบพบแพทย์ ก่อนโรคลุกลาม
เช็กด่วนก่อนสายเกินแก้! แพทย์เตือน สัญญาณอันตราย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังนักแสดงสายบู๊ชื่อดัง "จา พนม" ป่วยแล้ว ระยะ 3 เข้าสู่ระยะที่ 4 ถือเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น เช็กอาการ ปวดท้อง - ตัวเหลือง ต้องรีบพบแพทย์ ก่อนโรคลุกลาม
กลายเป็นข่าวช็อกวงการบันเทิงระดับโลก เมื่อมีรายงานระบุว่านักแสดงสายบู๊ชื่อดัง "จา พนม" (Tony Jaa) กำลังเผชิญกับ โรคร้ายมะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) ในระยะที่ 3 เข้าสู่ระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะลุกลามที่น่ากังวลอย่างมาก เรื่องนี้ทำให้สังคมหันมาให้ความสนใจกับโรคนี้มากขึ้น เพราะถือเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น
เปิดคำเตือนจาก "หมอเจด" มะเร็งถุงน้ำดี ภัยเงียบที่มาพร้อมอาการ "ท้องอืด"
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาให้ข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว "หมอเจด" ระบุว่ากรณีของ จา พนม เป็นอุทาหรณ์สำคัญ เนื่องจากมะเร็งถุงน้ำดีเป็นโรคที่ "ตรวจเจอยาก" และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงโรคนิ่วหรือโรคกระเพาะอาหารธรรมดา
“จา พนม” ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 เกือบ 4 สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม!
จากข่าวที่มีการเปิดเผยว่า คนใกล้ชิดของ จา พนม เคยตรวจพบมะเร็งถุงน้ำดีระยะที่ 3 เกือบ 4 เรื่องนี้สะท้อนว่ามะเร็งถุงน้ำดีถือเป็นโรคที่มาเงียบมากในช่วงแรกๆ หลายคนไม่มีอาการชัด หรือเข้าใจว่าเป็นแค่นิ่วหรือโรคกระเพาะธรรมดา
แต่พอเริ่มมีสัญญาณชัด มักหมายถึงโรคลุกลามแล้ว จึงเป็นมะเร็งที่ตรวจเจอยาก และมักพบช้า วันนี้ผมเลยจะพาทุกคนรู้จักสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้นครับ
มะเร็งถุงน้ำดีคืออะไร? ทำไมถึงเงียบในระยะแรก
ถุงน้ำดี เป็นอวัยวะเล็กใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากเซลล์ผนังถุงน้ำดีค่อยๆ กลายพันธุ์ และเติบโตผิดปกติ จุดที่น่ากลัวคือ ระยะแรกมักไม่มีอาการชัด เพราะถุงน้ำดีเล็ก และไม่ค่อยมีเส้นประสาทให้ปวด
ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนโรคลุกลามแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือ นิ่วเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อบางชนิด อายุที่มากขึ้น และภาวะอ้วนหรือสูบบุหรี่
โรคนี้มักมีการอักเสบสะสมมาหลายปี ดังนั้นคนที่มีนิ่วหรือติ่งเนื้อควรติดตามสม่ำเสมอครับ
สาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย
มะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นทันทีครับ แต่มีตัวกระตุ้นสำคัญ เช่น
- นิ่วในถุงน้ำดีเรื้อรัง โดยเฉพาะก้อนใหญ่หรือเป็นมานาน ผนังถุงน้ำดีเลยถูกระคายเคืองซ้ำๆ จนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาได้
- ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ผนังหนา ผิดรูป
- ติ่งเนื้อในถุงน้ำดีบางชนิดที่มีความเสี่ยง
- อายุเพิ่มขึ้น พบมากในคนอายุเกิน 60 ปี
- เพศหญิงพบมากกว่าผู้ชาย
- โรคท่อน้ำดีบางชนิด เช่น ท่อน้ำดีตีบหรือโป่งพอง
ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงก็มี อ้วน สูบบุหรี่ อาหารไขมันสูงเรื้อรัง สิ่งสำคัญคือ มะเร็งถุงน้ำดีมักจะมี “การอักเสบเรื้อรังนำมาก่อน” ไม่ใช่เกิดจะเป็นขึ้นมาก็เป็นได้เลยนะ
อาการที่ควรระวัง โดยเฉพาะ “ปวดท้อง + ตัวเหลือง”
มะเร็งถุงน้ำดี ขึ้นชื่อว่าอาการมา “ช้า และไม่ชัด” หลายคนคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแค่นิ่วหรือกรดไหลย้อน ซึ่งจริงไม่ควรมองข้ามไปแม้แต่นิดเดียวเลย ซึ่งอาการที่อาจเริ่มเจอ ได้แก่
- แน่นท้อง จุกเสียดชายโครงขวาหลังกินมัน
- ปวดท้องด้านขวาบนแบบหน่วงๆ ไม่หาย
- คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว
- น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อ่อนเพลีย
แต่ถ้าเริ่มมีอาการแบบที่ข่าวพี่จาพูดถึง ต้องรีบตรวจทันที ตัวเหลือง ตาเหลือง (ก้อนกดท่อน้ำดี) ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คันตามตัวจากน้ำดีคั่ง ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือคลำได้ก้อน เพราะฉะนั้นการที่ตัวเองมีอาการตัวเหลืองไม่ใช่อาการธรรมดานะ เพราะนี่คือสัญญาณอุดตันของระบบท่อน้ำดีครับ
ตรวจเจอได้ยังไง? อัลตราซาวนด์คือ ด่านแรก
การตรวจพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ อัลตราซาวนด์ช่องท้องครับ เพราะไม่เจ็บ และเห็นถุงน้ำดีได้ชัด โดยแพทย์จะดูว่ามีผนังหนา นิ่ว หรือติ่งเนื้อผิดปกติหรือไม่ ถ้าสงสัยมากขึ้นอาจต้องตรวจ CT หรือ MRI เพื่อดูการลุกลามไปตับหรือท่อน้ำดี รวมถึงตรวจเลือดดูค่าตับประกอบด้วย
ติ่งเนื้อ และนิ่วในถุงน้ำดี เมื่อไหร่ควรผ่าตัด?
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ควรผ่าถ้ามีขนาด มากกว่า 1 เซนติเมตร เป็นต้นไป และก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ
- อายุเกิน 50–60 ปีร่วมด้วย
- มีอาการปวด
- ผนังถุงน้ำดีหนา ฐานกว้าง
และนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าถ้า
- ปวดซ้ำๆ ชัดเจน เคยอักเสบ
- นิ่วก้อนใหญ่ > 2–3 เซนติเมตร
- มีนิ่วร่วมกับผนังผิดปกติหรือติ่งเนื้อ
- มักจะพบกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เบาหวานคุมยาก
การผ่าตัดส่วนใหญ่ส่องกล้อง เอาถุงน้ำดีออกทั้งใบ ใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแค่ลดอาหารมันจัดครับ
จากข่าวของพี่จา พนม ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่า มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่เตือนแรงในระยะแรก แต่พอเริ่มปวดหนัก ตัวเหลือง น้ำหนักลด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลุกลามแล้ว
ใครที่มีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือปวดชายโครงขวาเรื้อรัง อย่าปล่อยผ่านครับ แค่อัลตราซาวนด์ตรวจเร็ว อาจช่วยจับโรคได้ก่อนจะสายเกินไปจริงๆ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





