วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ปภ. ประสานจังหวัดลุยเชิงรุก ยกระดับแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เข้มบังคับใช้กฎหมายคุมเผา

ปภ. ประสานจังหวัดลุยเชิงรุก ยกระดับแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เข้มบังคับใช้กฎหมายคุมเผา

ปภ. ประสานจังหวัดลุยเชิงรุก ยกระดับวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า - หมอกควัน - ฝุ่น PM2.5 เข้มบังคับใช้กฎหมายควบคุมการเผา

วันนี้ (4 ก.พ. 69) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (อธิบดี ปภ.) เป็นประธานการประชุม Situation Awareness Team (SAT) ติดตามสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เร่งประสานจังหวัด วางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาแบบเชิงรุก พร้อมบังคับใช้กฎหมายควบคุมการเผาอย่างเคร่งครัด รวมถึงขอให้ศูนย์ ปภ. เขต เตรียมพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและกำลังเจ้าหน้าที่ ให้พร้อมออกปฏิบัติการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้ทันที กรณีพื้นที่มีแนวโน้ม ฝุ่น PM2.5 เพิ่มสูงขึ้น ให้จังหวัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น และขอความร่วมมือประชาชน ลดหรืองดกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ตลอดจนยกระดับปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ทุกมิติอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง

โดยมีนายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา ผู้แทนสำนัก/กองส่วนกลาง ปภ. ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

 

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และการเกิดจุดความร้อน พบว่า ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นในพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เกษตร ทำให้เห็นว่ายังมีการเผาในที่โล่งอยู่มาก ประกอบกับสภาพอากาศมีอัตราการถ่ายเทอากาศไม่ดี ส่งผลให้มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สะสมเป็นจำนวนมาก

โดยจากข้อมูลศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 4 ก.พ. 69 เวลา 07.00 น. พบว่า กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ภาพรวมของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังมีปริมาณฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่

  1. สมุทรสาคร (42.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
  2. เพชรบุรี (40.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
  3. สมุทรสงคราม (38.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
  4. ตราด (38.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

ส่วน สถานการณ์การเกิดจุดความร้อน (Hotspot) ของ GISTDA ได้รายงานว่า ภาพรวมทั้งประเทศเกิดจุดความร้อน รวม 267 จุด ในพื้นที่ 48 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ชุมชนและอื่น จำนวน 65 จุด พื้นที่เกษตร จำนวน 64 จุด เขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 54 จุด จังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุด ได้แก่

  • เพชรบูรณ์ จำนวน 30 จุด
  • กาญจนบุรี จำนวน 25 จุด
  • ชัยภูมิ จำนวน 22 จุด

ปภ. ประสานจังหวัดลุยเชิงรุก ยกระดับแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เข้มบังคับใช้กฎหมายคุมเผา

 

นายธีรพัฒน์ อธิบดี ปภ. กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอแน้นย้ำให้จังหวัดดำเนินการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายพื้นที่ที่เกิดไฟป่า รวมถึงยังคงพบจุดความร้อนในพื้นที่เกษตร จึงขอให้จังหวัดนำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) ข้อมูลสภาพอากาศ มาใช้ในการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเชิงรุก หากพบการเผาในพื้นที่ให้ดำเนินตามมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและทันที

ซึ่งหากจังหวัดใดประเมินสถานการณ์ในพื้นที่แล้ว ต้องการการสนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัย ไม่ว่าจะเป็นรถดับเพลิง รถดับไฟป่า รวมถึงเฮลิคอปเตอร์บรรเทาสาธารณภัย KA-32 เพื่อช่วยดับไฟป่าในพื้นที่ สามารถประสานกับศูนย์ ปภ. เขต ที่รับผิดชอบได้ทันที นอกจากนี้ ขอให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและกำลังเจ้าหน้าที่ รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์เครื่องมือให้พร้อมปฏิบัติงานได้ทันที

'กรณีพื้นที่ที่มีแนวโน้มปริมาณฝุ่น PM2.5 เพิ่มสูงขึ้น หรือได้รับการแจ้งเตือนปริมาณฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ให้จังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น รวมถึงขอความร่วมมือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดหรืองดกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ตลอดจนดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุของจังหวัด และยกระดับปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในทุกมิติอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ' อธิบดี ปภ. กล่าว

 

ด้าน นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ในระยะนี้สภาพอากาศค่อนข้างมีความแห้ง และลมแรง ทำให้เกิดเหตุอัคคีภัยขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้พื้นที่บ่อขยะ พื้นที่การเกษตร พื้นที่เขตป่า รวมถึงเพลิงไหม้บ้านที่อยู่อาศัย ขอให้ทุกจังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้และเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของการใช้เชื้อเพลิงต่าง ๆ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมในการเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568 จะเข้าสู่เทศกาลตรุษจีน ตามประเพณีปฏิบัติของชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ มีความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชนที่อาจจะได้รับความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยและอุบัติภัยในช่วงเทศกาลตรุษจีน จึงขอให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมป้องกัน เฝ้าระวังสาธารณภัยและอุบัติภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้ที่ Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM X @DDPMNews Line : @1784DDPM สามารถแจ้งและขอความช่วยเหลือทางไลน์ 'ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784' รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง