รัฐบาล ขึ้นทะเบียน "กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต" สินค้า GI ลำดับที่ 4 ชูจุดเด่นเนื้อแน่น รสหวาน ไร้กลิ่นคาว ดันเป็นซอฟต์พาวเวอร์อาหารทะเลระดับพรีเมียม
วันนี้ (4 ก.พ. 69) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยข่าวดีรับต้นปี รัฐบาลโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ล่าสุด "กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต" (Phuket Lobster) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิด ย้ำภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ของจังหวัดภูเก็ต
เปิดลิสต์สินค้า GI ของดีเมืองภูเก็ต
การประกาศในครั้งนี้ส่งผลให้กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต กลายเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัด ต่อจากสินค้าขึ้นชื่อในอดีต ได้แก่:
- สับปะรดภูเก็ต
- ส้มควายภูเก็ต
- มุกภูเก็ต
- กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต (รายการล่าสุด)
ทำไมต้อง "กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต"? เปิดความลับความอร่อยระดับพรีเมียม
ความโดดเด่นของ Phuket Lobster ที่แตกต่างจากที่อื่น เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์และภูมิปัญญาการเลี้ยงที่เฉพาะตัว ดังนี้:
- แหล่งน้ำสมบูรณ์ : เลี้ยงในทะเลอันดามันที่มีระดับความเค็มเหมาะสม และมีการถ่ายเทของน้ำตลอดเวลาจากอิทธิพลน้ำขึ้น-น้ำลง
- เนื้อแน่น นุ่มเด้ง : การที่กุ้งต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ทำให้มีมวลกล้ามเนื้อแน่น หนา และไม่คาว
- เทคนิคการเลี้ยงเฉพาะตัว : เกษตรกรเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบสมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง
- เอกลักษณ์ภายนอก : ลำตัวขนาดใหญ่ (น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม) มีสีสันสวยงามมากกว่า 7 สี (เขียว, ส้ม, น้ำเงิน, ม่วง, ชมพู, ครีม และดำ)
"รสชาติหวาน เนื้อใส นุ่มเด้ง มีมันกุ้งมาก" คือคำนิยามของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต ไม่ว่าจะรับประทานแบบ ซาชิมิ (Sashimi) หรือปรุงสุกด้วยการย่างและอบ เนื้อสัมผัสก็ยังคงความนุ่มหนึบ ไม่กระด้าง
ผลักดันเศรษฐกิจชุมชนและ Soft Power อาหารไทย
การขึ้นทะเบียน GI ไม่เพียงแต่เป็นการคุ้มครองชื่อสินค้า แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการประมงพื้นบ้าน ช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาสูงขึ้น และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาลิ้มรส "ราชาแห่งท้องทะเล" ณ จังหวัดภูเก็ต





