ฝุ่น PM2.5 กทม. วิกฤต! หลังไฟไหม้ทุ่งนานครนายก 2 หมื่นไร่ กทม. รุดจับมือพื้นที่ต้นทาง ชูนวัตกรรมจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง แทนการเผา แก้ปัญหาที่ต้นตอ
วันนี้ (29 ม.ค. 69) นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. และ Chief Sustainability Officer เปิดเผยถึง สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงวันที่ 28-29 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า มีสาเหตุหลักมาจากเหตุไฟไหม้ทุ่งนาวงกว้างกว่า 20,000 ไร่ ในจังหวัดนครนายก ประกอบกับสภาพอากาศปิด ทำให้มวลฝุ่นพัดเข้าสู่เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
ย้ำไม่โทษเกษตรกร ชี้เป็นปัญหาโครงสร้างที่ต้องแก้ไขร่วมกัน
นายพรพรหม เน้นย้ำว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรเป็นการกล่าวโทษเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากปัญหาการ "เผาในที่โล่ง" โดยเฉพาะตอซังและฟางข้าว เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตและข้อจำกัดด้านเครื่องจักร กทม. จึงปรับกลยุทธ์จากการแก้ปัญหาที่ปลายทาง มาเป็นการสนับสนุนทางเลือกที่ทำได้จริง
กลยุทธ์เชิงรุก: กทม. – นครนายก ประสานข้อมูลล่วงหน้า 5 วัน
ตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา กทม. และ นครนายก ได้ยกระดับการเฝ้าระวังผ่านคณะทำงานร่วม โดยใช้ข้อมูล อัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) หากพบความเสี่ยงอากาศปิด จะมีการประสานงานล่วงหน้า 3-5 วัน เพื่อควบคุมกิจกรรมการเผาในพื้นที่ต้นทางทันที
เปิดตัวนวัตกรรม "จุลินทรีย์ย่อยสลาย" ลดเผา ลดต้นทุน
เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กทม. ร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และองค์กร GIZ จากเยอรมนี นำร่องเทคโนโลยีใหม่ในพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ดังนี้:
- ใช้โดรนฉีดพ่นจุลินทรีย์ : ประหยัดน้ำ (ใช้น้ำเพียง 8 ลิตร/ไร่) ไม่ต้องรอนำน้ำเข้าแปลงนา
- ย่อยสลายเร็วใน 20 วัน : ทันรอบการปลูกข้าวใหม่ ช่วยเปลี่ยนฟางเป็นปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน
- ลดค่าใช้จ่าย : ลดการซื้อปุ๋ยเคมี และมีนักวิทยาศาสตร์ดินลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อประเมินผลจริง
บทเรียนราคาแพง สู่ทางออกที่ยั่งยืน
"การสั่งห้ามไม่ใช่คำตอบ แต่คือการสร้างทางเลือก" นายพรพรหมกล่าวทิ้งท้าย โดยเหตุการณ์ที่นครนายกครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ตอกย้ำว่า ความร่วมมือข้ามจังหวัดและการสนับสนุนเทคโนโลยีแก่เกษตรกร คือกุญแจสำคัญในการลดฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล





