วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

รู้จัก 'ไวรัสนิปาห์' ทำไมเด็กเล็กถึงเสี่ยงรุนแรงกว่าผู้ใหญ่

รู้จัก 'ไวรัสนิปาห์' ทำไมเด็กเล็กถึงเสี่ยงรุนแรงกว่าผู้ใหญ่

กรมการแพทย์ เตือน 'ไวรัสนิปาห์' มฤตยูจากค้างคาวสู่อาหาร ชี้เด็กเล็กเสี่ยงสมองอักเสบรุนแรง-พัฒนาการล่าช้ามากกว่าผู้ใหญ่ อัตราตายสูง 75% เช็กอาการ-วิธีป้องกันที่นี่

กรมการแพทย์ โดย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ออกโรงเตือน "ไวรัสนิปาห์" (Nipah Virus) โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 75% ชี้เด็กเล็กเสี่ยงเสี่ยงสมองอักเสบรุนแรงและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการระยะยาว ย้ำเลี่ยงสัมผัสค้างคาวและไม่กินผลไม้มีรอยกัดแทะ

ทำความรู้จัก "ไวรัสนิปาห์" (Nipah Virus) คืออะไร?

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ไรัสนิปาห์ เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ (RNA virus) ในตระกูล Paramyxovirus โดยมี ค้างคาวกินผลไม้ เป็นแหล่งแพร่เชื้อหลัก และมี สุกร เป็นตัวกลางสำคัญที่ขยายจำนวนเชื้อก่อนแพร่มาสู่มนุษย์

จากสถิติการระบาดที่ผ่านมา พบว่าโรคนี้มีความรุนแรงสูง โดยมีอัตราการเสียชีวิต (Case Fatality Rate) ตั้งแต่ 40% ถึง 75% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และระบบสาธารณสุขในพื้นที่ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสที่รับรองผลการรักษาอย่างเป็นทางการ

รู้จัก 'ไวรัสนิปาห์' ทำไมเด็กเล็กถึงเสี่ยงรุนแรงกว่าผู้ใหญ่

อาการ "ไวรัสนิปาห์" ที่ต้องเฝ้าระวัง

นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่า การแพร่เชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากสัตว์สู่คน (สัมผัสสารคัดหลั่ง/ปัสสาวะสัตว์) และจากคนสู่คน โดยเฉพาะในเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สังเกตอาการได้ยาก ผู้ปกครองควรสังเกตสัญญาณเตือน ดังนี้:

1. อาการทางสมอง (สมองอักเสบเฉียบพลัน)

  • มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ
  • ง่วงซึม เวียนศีรษะ ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง
  • มีอาการชัก หรือหมดสติ

หมายเหตุ: ผู้ป่วยที่หายแล้วประมาณ 20% อาจมีอาการสมองอักเสบกลับมาเป็นซ้ำได้อีกแม้ผ่านไปหลายปี

2. อาการทางระบบทางเดินหายใจ

  • เจ็บคอ อาเจียน
  • ปอดอักเสบผิดปกติ
  • ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน

ผลกระทบต่อ "สมองเด็ก" ที่พ่อแม่ต้องรู้

แพทย์หญิงศิโรรัตน์ สุวรรณโชติ กุมารแพทย์ประสาทวิทยา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไวรัสนิปาห์ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทเด็กอย่างรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากอยู่ในช่วงพัฒนาการ หากรอดชีวิตอาจมีภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น:

  • พัฒนาการล่าช้า
  • ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้
  • เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชักในอนาคต

วิธีป้องกันและแนวทางการดูแลรักษา

เนื่องจากการรักษายังเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) เป็นหลัก การป้องกันจึงสำคัญที่สุด:

  1. เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง : ไม่ให้เด็กเข้าใกล้บริเวณที่มีค้างคาวอาศัยอยู่
  2. สุขอนามัยผลไม้ : ห้ามกินผลไม้ที่ตกพื้นหรือมีรอยกัดแทะเด็ดขาด ควรล้างสะอาดและปอกเปลือกทุกครั้ง
  3. กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ : สอนเด็กให้ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ
  4. สังเกตอาการใกล้ชิด : หากมีไข้สูง ซึมลง ไม่เล่น หรือมีอาการเกร็งกระตุก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที และแจ้งประวัติการเดินทาง (เช่น พื้นที่ระบาดในอินเดีย) หรือการสัมผัสสัตว์ให้แพทย์ทราบ

ข้อควรรู้ : โรคไวรัสนิปาห์เป็น "โรคที่ต้องแจ้งความตามกฎหมาย" หากพบผู้ป่วยสงสัย ต้องรายงานหน่วยงานสาธารณสุขทันทีเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด