กรมการแพทย์ เตือน! ฝุ่น PM 2.5 อันตรายสะสม ทะลุถุงลมเข้าสู่กระแสเลือด เสี่ยงมะเร็งปอดและโรคหัวใจ แนะกลุ่มเสี่ยงเช็กอาการด่วน
สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ออกโรงเตือนประชาชนเฝ้าระวังอันตรายจากฝุ่น PM 2.5 ชี้อนุภาคจิ๋วแทรกซึมเข้ากระแสเลือดได้ กระตุ้นโรคหอบหืด-ถุงลมโป่งพองกำเริบ พร้อมแนะวิธีดูแลตัวเองและกลุ่มเปราะบางในช่วงค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน
PM 2.5 ภัยเงียบตัวร้าย ทะลุถุงลมเข้าสู่กระแสเลือด
นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กจนขนจมูกไม่สามารถกรองได้ ทำให้เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้โดยง่าย หากสูดดมสะสมเป็นเวลานานจะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลมและถุงลมปอด
ผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว
- โรคระบบทางเดินหายใจ : กระตุ้นโรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง
- โรคระบบหัวใจ : เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคร้ายแรง : เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด "มะเร็งปอด" ในระยะยาว
4 กลุ่มเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
นายแพทย์ศักรินทร์ กังสุกุล อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดและทางเดินหายใจ สถาบันโรคทรวงอก ระบุว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วร่างกาย โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด ได้แก่
- เด็กเล็ก : ปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่และอัตราการหายใจเร็วกว่าผู้ใหญ่
- ผู้สูงอายุ : ร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง
- สตรีมีครรภ์ : ส่งผลต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว : โดยเฉพาะโรคหัวใจและโรคระบบทางเดินหายใจ
ข้อควรระวัง : หากมีอาการไอมากขึ้น หายใจลำบาก หรือสีเสมหะเปลี่ยนไปควรรีบพบแพทย์ทันที และผู้ป่วยโรคหอบหืด/ปอดอุดกั้นเรื้อรัง "ควรพกยาพ่นติดตัวเสมอ"
วิธีป้องกันฝุ่น PM 2.5 และการดูแลตนเองเบื้องต้น
เพื่อลดความเสี่ยงจากการรับฝุ่นเข้าสู่ร่างกาย ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:
- เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง : ในช่วงที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน (สีส้ม-สีแดง)
- สวมหน้ากากที่ถูกต้อง : แนะนำหน้ากาก N95 หรือหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ 2 ชั้น
- ดูแลที่พักอาศัย : ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA Filter
- ติดตามสถานการณ์ : เช็กค่าฝุ่นผ่านแอปพลิเคชันหรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ก่อนออกจากบ้าน
อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์?
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังต่อไปนี้ และอาการไม่ดีขึ้นหลังจากดูแลตัวเองเบื้องต้น
- ไอเรื้อรัง หรือระคายเคืองคอ
- ระคายเคืองตา หรือตาแดง
- คัดจมูก แน่นหน้าอก
- หายใจไม่สะดวก หรือหายใจมีเสียงหวีด
- มีผื่นแดงผิดปกติบนผิวหนัง
ข้อมูลโดย : สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์





