'คางทูม' ระบาด! แก้มบวมอย่าชะล่าใจ วัยทำงานเสี่ยงสูง ป้องกันด่วน

โรคคางทูมระบาด! วัยทำงานระวังอาการแก้มบวม ปวดเคี้ยว มีไข้ เสี่ยงสูงในหอพักและที่ทำงาน เช็กวิธีป้องกันด้วยวัคซีน MMR และวิธีแยกตัวด่วนที่นี่
ในช่วงปีนี้ โรค "คางทูม" (Mumps) กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่ใช้ชีวิตใกล้ชิดกัน หากคุณเริ่มมีอาการแก้มบวม หรือปวดบริเวณกราม อย่าชะล่าใจ เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่การปวดฟันธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้รวดเร็ว
ใครบ้างที่เสี่ยง? ทำไมหอพักและค่ายทหารต้องระวังเป็นพิเศษ
โรคคางทูมติดต่อผ่านทาง ละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพาน้ำลายของผู้ป่วย ทำให้สถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นมีความเสี่ยงสูงที่สุด ได้แก่:
- หอพักนักศึกษา : การใช้ชีวิตร่วมกันในพื้นที่จำกัด
- ค่ายทหาร : การฝึกและทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน
- ออฟฟิศ/สถานประกอบการ : การทำงานในระบบปิดหรือห้องแอร์
3 อาการหลัก "เช็กก่อนชัวร์กว่า"
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจติดเชื้อคางทูม:
- แก้มบวม : บวมบริเวณหน้าใบหูหรือใต้คาง (ต่อมน้ำลายอักเสบ)
- มีไข้ : มักมีไข้ต่ำถึงปวดหัวร่วมด้วย
- ปวดขณะเคี้ยว : รู้สึกเจ็บแปลบบริเวณกรามเวลาอ้าปากหรือกลืนอาหาร
ข้อควรระวัง : ในผู้ใหญ่ หากไม่รีบรักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบในผู้ชาย หรือรังไข่อักเสบในผู้หญิง ซึ่งอาจส่งผลต่อการมีบุตรได้ในอนาคต
วิธีป้องกันที่ดีที่สุด: วัคซีน MMR คือคำตอบ
การฉีดวัคซีนเป็นวิธีสร้างภูมิคุ้มกันที่ได้ผลที่สุด โดยแบ่งตามกลุ่มช่วงอายุ ดังนี้:
- กลุ่มเด็ก : ต้องฉีดวัคซีนรวม (หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม) ให้ครบตามนัดของแพทย์
- กลุ่มผู้ใหญ่ : หากไม่มั่นใจประวัติการฉีดวัคซีนในวัยเด็ก หรืออยู่ในพื้นที่ระบาด สามารถฉีดกระตุ้นได้ทันที เพื่อความปลอดภัย
แนวทางปฏิบัติเมื่อพบผู้ป่วย
หากพบว่าตนเองหรือเพื่อนร่วมห้องมีอาการเข้าข่าย ให้รีบดำเนินการดังนี้:
- แยกตัวทันที : หยุดเรียน หยุดงาน และแยกห้องนอนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
- สวมหน้ากากอนามัย : ตลอดเวลาที่ต้องอยู่ใกล้ผู้อื่น
- แยกของใช้ : ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น
- พบแพทย์ : เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
โรคคางทูมป้องกันได้ด้วยการมีสุขอนามัยที่ดีและการฉีดวัคซีน อย่าปล่อยให้ความประมาททำให้โรคแพร่กระจายไปสู่คนที่คุณรัก







