กปอ. ไฟเขียวแผนป้องกันอุบัติภัยฉบับใหม่ ดัน กทม. โมเดลต้นแบบ

กปอ. เห็นชอบแผนป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติปี 68-70 ชู 4 กลยุทธ์หลัก ยกระดับความปลอดภัย พร้อมตั้งอนุกรรมการฯ กทม. คุมเข้มความเสี่ยงพื้นที่เมือง ลดความสูญเสียอย่างยั่งยืน
วันนี้ (8 ม.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวม 13 หน่วยงาน ร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ (กปอ.) ครั้งที่ 1/2569 ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุบัติภัยเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ และมีแนวโน้มความถี่และความเสี่ยงอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนรุนแรงขึ้น การป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติภัยจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานป้องกันอุบัติภัยเกิดประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ โดยคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ (กปอ.) ชุดนี้ มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอนโยบาย มาตรการ และแนวทางเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติภัยต่อคณะรัฐมนตรี พร้อมเสนอแนวทางปฏิบัติและประสานหน่วยงานของรัฐไปดำเนินการป้องกันอุบัติภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป
โดยการประชุมในวันนี้มีวาระสำคัญ คือ การพิจารณานโยบายการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 ซึ่งเป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันอุบัติภัยของประเทศให้มีเอกภาพและมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานขององค์ความรู้ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้ 4 นโยบายหลัก ประกอบด้วย นโยบายที่ 1 มุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงจากอุบัติภัยครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรการจัดการความเสี่ยงจากอุบัติภัยและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน นโยบายที่ 2 ยกระดับการบริหารจัดการอุบัติภัยให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือและกลไกที่เป็นมาตรฐานและทันสมัยในการบริหารจัดการอุบัติภัย นโยบายที่ 3 มุ่งเน้นการสร้างและคงไว้ ซึ่งวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีจิตสำนึก และพฤติกรรมด้านความปลอดภัย จนนำไปสู่การเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย และนโยบายที่ 4 เสริมสร้างความเข้มแข็งการบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับและบูรณาการการบริหารจัดการอุบัติภัยของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับ
“คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติมี มติเห็นชอบนโยบายการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 และมอบหมายกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการนำนโยบายฯ ดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป อีกทั้งขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันอุบัติภัยในภาพรวมของประเทศให้เป็นเอกภาพ มุ่งสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยของประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยสูงสุดจากอุบัติภัยต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต” นายพิพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันอุบัติภัยระดับประเทศจำเป็นต้องอาศัยกลไกการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ซึ่งเดิมคณะกรรมการ กปอ. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไว้แล้ว จำนวน 8 คณะ ประกอบด้วย 1) คณะอนุกรรมการจัดทำนโยบาย มาตรการ และแนวทางเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ 2) คณะอนุกรรมการป้องกันอุบัติภัยจากการจราจรทางน้ำ ทางอากาศ และทางบก 3) คณะอนุกรรมการป้องกันอุบัติภัยเนื่องจากการทำงาน 4) คณะอนุกรรมการป้องกันอุบัติภัยที่เกิดขึ้นในเคหสถานหรือในที่สาธารณะ 5) คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อการป้องกันอุบัติภัย 6) คณะอนุกรรมการด้านการบูรณาการข้อมูล วิจัย และนวัตกรรมเพื่อการป้องกันอุบัติภัยอย่างยั่งยืน 7) คณะอนุกรรมการการป้องกันอุบัติภัยจังหวัด 8 )คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันการจมน้ำ และในวันนี้ (8 ม.ค. 69) คณะกรรมการ กปอ. ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มคณะอนุกรรมการอีก 2 คณะฯ เพื่อให้ครอบคลุมในทุกมิติ คือ คณะอนุกรรมการการป้องกันอุบิตภัยกรุงเทพมหานคร
“หลังจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะนำนโยบายการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นลำดับต่อไป เพื่อที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้สามารถนำไปใช้ในการขับเคลื่อนและยกระดับการป้องกันอุบัติภัยของประเทศให้เป็นเอกภาพ ครอบคลุมทุกมิติบนมาตรฐานเดียวกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการลดความสูญเสียและความเสียหายจากอุบัติภัยในระดับประเทศได้อย่างยั่งยืน“ นายธีรพัฒน์ อธิบดี ปภ. กล่าวทิ้งท้าย







