ผ่าทางตันน้ำท่วม! สว. แนะขุดลอก 'แม่น้ำท่าจีน' ชู 9 แผนเชิงรุก ช่วยปลดทุกข์ชาวบ้าน

'สว.จำลอง' วอนรัฐบาลเร่งเครื่องขุดลอก 'แม่น้ำท่าจีน' ให้ทันหน้าฝนนี้ ห่วง 'อ.สองพี่น้อง' รับกรรมน้ำท่วมซ้ำซาก ขณะที่ 'สว.ชีวะภาพ' แนะกรมชลฯ รื้อทิ้งประตูน้ำพังๆ ตัวการขวางทางน้ำ
วันที่ 6 มกราคม 2569 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยการขุดลอกแม่น้ำท่าจีนในพื้นที่จังหวัดชัยนาท, สุพรรณบุรี, นครปฐม และสมุทรสาคร
โดยทาง กรรมาธิการฯ เชิญผู้แทนจากอธิบดีกรมชลประทาน, อธิบดีกรมเจ้าท่าและเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือสทนช. เข้าชี้แจงถึงแผนดำเนินการและการจัดสรรงบประมาณในการขุดลอกเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตภาคกลาง
นายนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า แม่น้ำท่าจีน เป็น 1 ใน 9 แผนงานหลักภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำเหนือออกสู่ทะเล โดยในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยานั้น จะต้องขุดคลองบายพาสแม่น้ำท่าจีนบริเวณ อ.โพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี ขุดช่องลัดแม่น้ำท่าจีนที่มีลักษณะเป็นกระเพาะหมูจำนวน 4 แห่ง
และขุดลอกแม่น้ำท่าจีนตั้งแต่กิโลเมตรที่ 40 จากปากแม่น้ำขึ้นมา ซึ่งจะสามารถเพิ่มการระบายได้จาก 464 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 535 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ทั้งหมดจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำเหนือลงสู่ทะเล สร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค
ดังนั้น กรมเจ้าท่า จึงมีความจำเป็นในการขอรับจัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาและออกแบบรายละเอียดในการขุดลอกแม่น้ำท่าจีน ตลอดสายตั้งแต่ จ.ชัยนาท นครปฐม สุพรรณบุรี เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ชองโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างต่อไป
ส่วน นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันกรมชลประทานอยู่ระหว่างทำการศึกษาเพื่อสำรวจและออกแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีความยาวประมาณ 177 กิโลเมตร โดยจะมีความกว้างของลำน้ำเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 150 - 270 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่บริเวณปากอ่าวก่อนลงสู่ทะเล ซึ่งจากการสำรวจออกแบบไปแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2569 หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอแผนงานของโครงการ ที่จะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่
ด้าน นายจำลอง อนันตสุข สว.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า จะทำอย่างไรให้ได้งบฯด่วน เพื่อขุดลอกแม่น้ำท่าจีนให้ทันรับน้ำฝนเดือนมิถุนายนนี้ เพราะหากต้องรอตามระบบราชการไปจนถึงปี 2570 มีหวังชาวบ้าน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี และชาวลุ่มน้ำท่าจีนอีกหลายจังหวัดต้องจมน้ำมิดหลังคาอีกรอบ พร้อมย้ำชัดว่าการรอเยียวยาไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย จึงต้องผลักดันให้รัฐบาลชุดใหม่กล้าทุ่มงบ แก้ปัญหาให้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านรับกรรม
ขณะที่ นายชีวะภาพ ฝากการบ้านชิ้นใหญ่ให้ไปตรวจสอบ 'ประตูระบายน้ำเก่าแก่' ที่ชำรุดทรุดโทรมจนใช้การไม่ได้ ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตัวปัญหา 'บีบการไหลของแม่น้ำ' อยู่หรือไม่?
'ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการมักไม่กล้าตัดสินใจ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า บางจุดเกิดความผิดพลาดในการคำนวณทางวิศวกรรมในอดีต ทำให้กลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำเสียเอง ดังนั้นถ้ามันพัง มันขวาง ก็ต้องรื้อออก! อย่าปล่อยไว้เป็นซาก ต้องกล้าเสนอของบประมาณมาแก้ไข รื้อเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลสะดวก' นายชีวะภาพ กล่าวย้ำ
นอกจากประเด็นสั่งรื้อแล้ว ประธาน กมธ.ฯ ยังโชว์วิสัยทัศน์แนะกรมเจ้าท่า ให้งัดเทคโนโลยีมาใช้ นำภาพถ่ายดาวเทียมมาสแกนดูความลึกของตะกอนดินบริเวณปากอ่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน พร้อมกันนี้ ยังชี้ช่องทาง 'ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว' โดยแนะว่าในอนาคตการขุดลอกต้องจับมือกับเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน นำดินตะกอนที่ขุดได้ไปถมที่ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์เพื่อเพิ่มพื้นที่ปริมาณ ถือเป็นการ 'ทวงคืนพื้นที่สาธารณะ' ให้กลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดินไปในตัว
นายชีวะภาพ ยังกล่าวชื่นชม '9 แผนงานเชิงรุก' ของกรมเจ้าท่า ทั้งการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน และการปรับปรุงคลองฝั่งตะวันตก-ตะวันออก รวมถึงไอเดียขุดคลองระบายน้ำคู่ขนานวงแหวนรอบที่ 3 ว่าเป็นแผนที่ 'ทำให้ประชาชนยิ้มได้' หวังว่าจะช่วยปลดล็อกความทุกข์ระทมของชาวบ้านจากปัญหาน้ำท่วมได้จริงเสียที
ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตและเสนอแนะว่า อยากเห็นระบบชลประทานในประเทศไทย มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการบริหารจัดการน้ำ มีความพร้อมในด้านงบประมาณ รวมถึง สทนช. จะต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลและการออกแบบเชิงระบบที่ไม่ใช่เฉพาะแค่ลำน้ำใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่ยังจะต้องมีการขุดลอกคลองตามคลองซอยต่าง ๆ ในชุมชนอีกด้วย เพื่อสร้างเป็นแก้มลิงกักเก็บน้ำขนาดเล็กตามจุดต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการระบายน้ำลงสู่ตอนล่าง







