ส่งออกไทย พ.ย. 68 พุ่ง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ โตต่อเนื่อง 17 เดือน ดันยอดรวม 11 เดือนทุบสถิตินิวไฮ ทะลุเป้ารัฐบาล สินค้าอุตสาหกรรมแกร่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน
วันนี้ (25 ธ.ค. 68) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยข่าวดีส่งท้ายปี ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนพฤศจิกายน 2568 ยังคงร้อนแรง ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 สะท้อนความสำเร็จจากนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เจาะลึกตัวเลขส่งออกไทย 11 เดือนแรกปี 2568
ผลการดำเนินงานด้านการค้าระหว่างประเทศในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย. 2568 มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:
- มูลค่าส่งออกรวม : 310,706.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อัตราการเติบโต : เพิ่มขึ้น 12.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- สถานะ : ถือเป็นยอดการส่งออกที่ทำ สถิตินิวไฮ (New High) ตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลมา
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ เป็นผลมาจากการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดใหม่ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีสากล
สินค้าอุตสาหกรรมพระเอกหลัก – สินค้าเกษตรยังเผชิญความท้าทาย
เมื่อแยกตามกลุ่มสินค้า พบความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. สินค้าอุตสาหกรรม (เพิ่มขึ้น 12.2%) : ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 โดยมีสินค้าดาวรุ่ง ได้แก่
- เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์
- อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ)
- สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสาร
- แผงวงจรไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า
2. สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (ลดลง 9.5%) : หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยกลุ่มที่ยังโตได้ดีคือ ผลไม้กระป๋อง, กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อสัตว์แปรรูป ขณะที่สินค้าหลักอย่าง ข้าว, ยางพารา และมันสำปะหลัง ประสบสภาวะหดตัว
ส่องตลาดส่งออก : สหรัฐฯ-ยุโรป โตแกร่ง แต่จีน-ญี่ปุ่น ชะลอตัว
ในส่วนของตลาดคู่ค้า มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ:
- ตลาดที่ขยายตัว : สหรัฐฯ (พุ่งสูง 37.9%), สหภาพยุโรป (12%) และเอเชียใต้ (52.5%)
- ตลาดที่หดตัว : จีน (-7.8%), ญี่ปุ่น (-8.9%), และกลุ่มประเทศ CLMV (-18%)
คาดการณ์ส่งออกไทยปี 2568-2569
รัฐบาลประเมินว่าในเดือนธันวาคม 2568 หากส่งออกได้ตามเป้าขั้นต่ำที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ จะส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2568 เติบโตถึง 11.6% - 12.1% ซึ่งทะลุเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เพียง 2-3% เท่านั้น
สำหรับ เป้าหมายการส่งออกปี 2569 เบื้องต้นประเมินว่าจะอยู่ในช่วงระหว่าง ติดลบ 3.1% ไปจนถึงขยายตัว 1.1% โดยต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและค่าเงินอย่างใกล้ชิด





