ด้านมืดโลกออนไลน์ สูญเงินโดนไป 11 ล้าน กรณีหญิงไทยสูงวัยถูกหลอกลงทุน ตำรวจไซเบอร์ลุยบุกจับสแกมเมอร์รัสเซีย
เตือนภัยด้านมืดโลกออนไลน์ สูญเงินโดนไป 11 ล้าน กรณีหญิงไทยสูงวัย ถูกหลอกลงทุน ตำรวจไซเบอร์ลุยบุกจับสแกมเมอร์รัสเซีย
สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.2 (ตำรวจไซเบอร์) ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายหญิง อายุ 70 ปี รายหนึ่ง ว่าตนเองได้รับสายโทรศัพท์จากถูกมิจฉาชีพ อ้างว่ามาจากบริษัทแห่งหนึ่ง
จากนั้นแนะนำการเกี่ยวกับลงทุนหุ้นจนผู้เสียหายเกิดความสนใจ จึงได้ลงทะเบียนตามที่คนร้ายบอก แล้วหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินลงทุน จากนั้นแพลตฟอร์มได้แสดงยอดเงินลงทุนและยอดเงินรายได้สะสม และมีตัวเลขยอดกำไรสูงขึ้นตามการลงทุนของผู้เสียหาย
จึงโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งสิ้น จำนวน 23 ครั้ง ปลายทาง 7 บัญชีธนาคาร รวมจำนวน 10,164,525.50 บาท
นอกจากนี้ คนร้ายยังเข้ารับเงินสดจากผู้เสียหาย ณ บริษัทของผู้เสียหายอีกจำนวน 1,500,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น จำนวน 11,664,525.5 บาท
เมื่อผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกมิจฉาชีพหลอกลวง จึงได้เข้าแจ้งความต่อ พนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.2 ซึ่งขณะนั้นคนร้ายยังติดต่อกับผู้เสียหายทางแชท และยังพยายามหลอกลวงให้ผู้เสียหายลงทุนเพิ่ม
พ.ต.อ.ปกรกิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 จึงได้นำทีมชุดสืบสวนในสังกัดร่วมกันวางแผนเพื่อซ้อนแผนเข้าจับกุมคนร้ายดังกล่าว
ปฏิบัติการซ้อนแผนเริ่มขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ผู้เสียหายแจ้งคนร้ายว่า อยากลงทุนเพิ่มแต่ไม่มีเงินในบัญชีเหลือแล้ว มีแค่เพียงเงินสด คนร้ายจึงอาสาเดินทางเข้ารับเงินสดเหมือนครั้งก่อนเพื่อนำเงินของผู้เสียหายไปลงทุนให้ โดยตกลงกันว่าให้ผู้เสียหายลงทุนเพิ่มอีกจำนวน 1 ล้านบาท จากนั้นจึงได้นัดหมายให้คนร้ายเข้ารับเงินสด ณ บริษัทของผู้เสียหายในพื้นที่ ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม เหมือนเดิม
เมื่อถึงวันเวลานัดหมาย ในวันที่ 18 พ.ย. 68 เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางกำลังชุดสืบสวนแฝงตัวทั่วพื้นที่นัดหมาย แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาตามนัด คนร้ายกลับส่งข้อความมาบอกว่าขอเลื่อนรับเงินเป็นเวลา 16.00 น. ของวันเดียวกัน แต่สุดท้ายแจ้งว่าไม่สะดวกเข้ารับเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงคาดว่าคนร้ายไหวตัวทัน
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของคนร้าย จนทราบว่าบุคคลดังกล่าว ชาย อายุ 34 ปี สัญชาติรัสเซีย และได้สืบสวนต่อจนทราบว่าหลบซ่อนตัวอยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่ง ในซอยสุขุมวิท 42 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. จากนั้นจึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบจนพบตัว และได้ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ
จากการตรวจสอบข้อมูลภายในเครื่อง พบหลักฐานเป็นประวัติการแชทข้อความและข้อมูลการโทรศัพท์พูดคุยกับผู้เสียหาย จึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ที่ร่วมขบวนการหลอกลวงผู้เสียหาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมดำเนินคดีในข้อหา
- ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
- ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
- ร่วมกันเป็นช่องโจร
- สบคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน
- ร่วมกันฟอกเงิน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถตรวจยึดของกลางอื่นๆ เพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 12 รายการ ได้แก่ โทรศัพท์ iPhone 15 Promax จำนวน 1 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ ชื่อบัญชี MR.PAVEL รวม 4 เล่ม, บัตร ATM ธนาคารต่างๆ จำนวน 6 ใบ และหนังสือเดินทางของบุคคลอืน สัญชาติอังกฤษ จำนวน 1 เล่ม
อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนพบว่ามีผู้ร่วมขบวนการรายอื่นอีก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการเร่งขยายผลเพื่อนำตัวมาดำเนินคดี พร้อมสืบสวนเส้นทางการเงินจนนำไปสู่ทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด เพื่อตรวจยึดนำมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
อ้างอิง ตำรวจไซเบอร์





