ประเทศไทยในฐานะดินแดนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง กำลังเผชิญหน้ากับคลื่นใต้น้ำที่กัดกร่อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอย่างช้า ๆ
นั่นคือการรุกรานของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น หรือเอเลี่ยนสปีชีส์ (Invasive Alien Species: IAS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสัตว์น้ำจืด
ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของการประมงท้องถิ่น
ไม่เพียงแต่ปลาหมอคางดำเท่านั้น ยังพบการระบาดของปลาต่างถิ่นอีกหลายชนิด เช่น ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาหมอมายัน ปลาซักเกอร์ ฯลฯ บ่งชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องทบทวนมาตรการป้องกันและจัดการสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นอย่างจริงจัง
สำหรับปลาหมอคางดำซึ่งมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก ถูกนำเข้ามาทั้งแบบขออนุญาตและแบบไม่ขออนุญาต กระทั่งเกิดการหลุดรอดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านการขยายพันธุ์ที่รวดเร็ว ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนหรือการปรับตัวที่เก่งมาก ทำให้พวกมันเข้ายึดครองแหล่งน้ำในหลายพื้นที่ ดังที่มีข่าวพบการแพร่ระบาดในหลายจังหวัด
แน่นอนว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจ กรมประมงได้แสดงบทบาทเชิงรุกด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำอย่างเร่งด่วน ภายใต้การดำเนินการอย่างเข้มข้นตาม 7 มาตรการที่ครอบคลุม ทั้งการควบคุมพื้นที่ การสำรวจติดตาม การให้ความรู้ และการวิจัย
ทำให้ได้เห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม นั่นคือการลดจำนวนพื้นที่การแพร่ระบาดลงได้ และที่น่าทึ่งคือการสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ในปริมาณมหาศาลถึงกว่า 7 ล้านกิโลกรัม
ความพยายามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของเจ้าหน้าที่ในการจัดการปัญหาที่ซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากปลาหมอคางดำได้นำไปสู่ข้อสังเกตที่ไม่อาจมองข้ามได้ นั่นคือ วิกฤตการณ์เอเลี่ยนสปีชีส์ในประเทศไทยนั้นกว้างและลึกกว่าเพียงแค่ "คางดำ" เพียงชนิดเดียว
ไทยเรายังมีรายชื่อผู้รุกรานอื่น ๆ ที่ได้เข้ามาตั้งรกรากในแหล่งน้ำแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาหมอมายัน หรือปลาซัคเกอร์ หลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งต่างก็สร้างความเสียหายต่อสมดุลนิเวศไม่แพ้กัน
ดังนั้น การมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องมองไปที่ภาพรวมและสร้างระบบป้องกันที่แข็งแกร่ง
จากข้อเท็จจริงนี้ จึงเกิดเป็นความเชื่อมั่นทางวิชาการที่ว่า "การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข" เป็นยุทธศาสตร์ที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุดในการจัดการกับสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น การแก้ไขปัญหานั้นต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณจำนวนมหาศาล ขณะที่การป้องกันตั้งแต่ต้นทางจะช่วยรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศไว้ได้โดยที่ไม่ต้องตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
หัวใจสำคัญของการป้องกันคือการยกระดับกลไกทางกฎหมายให้เข้มงวดและทันสมัย การบังคับใช้กฎหมายที่ควบคุมการนำเข้าสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นต้องมีความชัดเจนและเฉียบขาด มีการจัดทำบัญชีรายชื่อชนิดพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (Watch List) บนพื้นฐานของการประเมินความเสี่ยงทางนิเวศวิทยาอย่างเป็นระบบ (Ecological Risk Assessment) นอกจากนี้ ต้องกำหนดบทลงโทษที่จริงจังและเด็ดขาดต่อผู้ที่ลักลอบนำเข้าหรือปล่อยสัตว์ต่างถิ่นสู่ธรรมชาติ การดำเนินการเช่นนี้จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นถึงความจริงจังของรัฐบาลในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ยังจำเป็นต้องอาศัยกลไกความร่วมมือแบบ"ไตรภาคี" ระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
ภาครัฐ ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยเชิงรุก เช่น การใช้เทคโนโลยีทางชีวโมเลกุลในการเฝ้าระวัง และการสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ (Knowledge Management) เพื่อนำไปสู่การวางแผนในอนาคต
ภาคเอกชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงและสัตว์น้ำสวยงาม ต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อชนิดพันธุ์ที่ตนนำเข้ามาจำหน่าย ด้วยการควบคุมการกระจายสินค้าและการจัดการที่ไม่ให้เกิดการหลุดรอดสู่ธรรมชาติ
ภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นแนวหน้าในการเฝ้าระวังและเป็นกำลังสำคัญในการควบคุมประชากรปลาเอเลี่ยนในพื้นที่ของตน การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและให้ความรู้แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการที่ยั่งยืน
บทเรียนจากปลาหมอคางดำเตือนให้เห็นถึงภัยคุกคามจากเอเลี่ยนสปีชีส์อื่น ๆ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องปรับเปลี่ยนจากยุทธศาสตร์การ "ตามแก้ไข" ไปสู่การ "ป้องกันเชิงรุก" อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้กลไกทางกฎหมายที่เข้มงวดผนวกกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราจึงจะสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรประมงของไทยจะได้รับการปกป้องไว้เพื่อคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน.
บทความโดย รศ.ดร.กังวาลย์ จันทรโชติ อดีตหัวหน้าภาควิชาการจัดการประมง คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์





