เปิดแผนเร่งด่วน รับมือ "พายุคัลแมกี" สทนช. สั่ง เขื่อนภูมิพล พร่องน้ำแบบขั้นบันได ปรับระบายไม่เกิน 60 ล้าน ลบ.ม./วัน ป้องกันน้ำท่วมท้ายเขื่อน และกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำโดย นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. เร่งลงพื้นที่จังหวัดตาก ติดตามสถานการณ์น้ำและร่วมวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ เขื่อนภูมิพล อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเตรียมรับมือกับอิทธิพลของ พายุ "คัลแมกี" ที่คาดว่าจะส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ในช่วงวันที่ 7-9 พ.ย. 68 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่เขื่อนภูมิพลตั้งอยู่
จับตา 3 เขื่อนใหญ่ ใกล้เต็มความจุ เตรียมพร่องน้ำอย่างรัดกุม
รองเลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือพายุ โดย สทนช. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในเขื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เขื่อนขนาดใหญ่ 3 แห่ง ที่อยู่ในแนวรับฝนจากพายุคัลแมกี และปัจจุบันมีปริมาณน้ำเกือบ 100% ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอุบลรัตน์
- จากการติดตามพบว่า เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนอุบลรัตน์ สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง และสามารถรองรับปริมาณฝนเพิ่มได้
- สำหรับ เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำกักเก็บ ณ วันที่ 6 พ.ย. 68 อยู่ที่ 13,176 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 97% ของความจุ ยังมีพื้นที่ว่างรองรับน้ำได้อีก 285.48 ล้าน ลบ.ม.
ปรับแผนระบายน้ำเขื่อนภูมิพลแบบขั้นบันไดสูงสุด 60 ล้าน ลบ.ม./วัน
จากข้อมูลพยากรณ์ฝน 7 วันล่วงหน้า คาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลสะสมถึง 301.92 ล้าน ลบ.ม. ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วางแผนปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะเริ่มจาก 30.00 ล้าน ลบ.ม./วัน และเพิ่มขึ้นเป็น 40, 45 ล้าน ลบ.ม./วัน สูงสุดไม่เกิน 60 ล้าน ลบ.ม./วัน
- ผลกระทบต่อท้ายน้ำ : การปรับเพิ่มการระบายน้ำนี้จะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนฯ เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 20 เซนติเมตร
- การไหลของน้ำ : มวลน้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ผ่านจังหวัดตาก กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ใช้เวลา 8-9 วัน ก่อนถึงเขื่อนเจ้าพระยา โดย จะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น
สทนช. เน้นย้ำให้ กฟผ. พิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเขื่อนและผลกระทบต่อด้านท้ายน้ำเป็นสำคัญ พร้อมสั่งการให้มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์กับพื้นที่และประชาชนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง
บริหาร "จราจรน้ำ" เจ้าพระยา-เร่งระบายลงอ่าวไทย
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างรอบคอบ โดย:
- เขื่อนเจ้าพระยา : วางแผนระบายน้ำท้ายเขื่อนให้คงอยู่ในอัตรา 2,700 ลบ.ม./วินาที
- การผันน้ำ : ผันน้ำไปฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้สมดุลกัน เพื่อเร่งระบายออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด
ย้ำ! ปี 2568 ฝนสะสมสูงกว่าค่าปกติ ต้องกักเก็บน้ำให้เต็มที่สำหรับหน้าแล้ง
นายไพฑูรย์ กล่าวปิดท้ายว่า ปริมาณฝนสะสมในปี 2568 (ณ วันที่ 3 พ.ย. 68) อยู่ที่ 1,600 มม. ซึ่งมากกว่าค่าปกติถึง 8% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องวางแผนร่วมกันเพื่อกักเก็บน้ำในเขื่อนให้ได้เกือบเต็มความจุ เพื่อเป็นน้ำต้นทุนสำหรับใช้ใน ฤดูแล้ง ที่กำลังจะมาถึง
อย่างไรก็ตาม สทนช. และทุกหน่วยงานยังคงต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุอย่างเข้มข้น และจะบริหารจัดการจราจรน้ำในแต่ละพื้นที่แบบเป็นกลุ่มลุ่มน้ำ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด และมั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้งปีถัดไป





