หากใส่แว่นตาของคนมองโลกอย่างระแวดระวัง จะเห็นคนประเภทหนึ่งที่มาจากหลากหลายอาชีพและความคิดอยู่เต็มไปหมดในสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลมีเดีย
ถ้าเรารู้จักคนประเภทนี้ดีแล้วก็อาจไม่หลงเชื่อจนเสียทั้งโอกาสและเงินทอง คนเหล่านี้เขากระทำสิ่งที่โลกตะวันตกสมัยใหม่รู้จักกันดีในภาษาอังกฤษว่า “virtue signaling”
virtue คือ คุณธรรมซึ่งหมายถึงความดีงาม ตามความหมายเดิมในภาษาบาลี ในภาษาไทยปัจจุบันหมายถึงความดีงามในจิตใจ (ส่วนจริยธรรมหมายถึงความดีงามที่แสดงออกเป็นพฤติกรรม เป็นความประพฤติปฏิบัติที่ปรากฏ) signaling เป็นคำที่ใช้กันในจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งหมายถึงการส่งข้อความเกี่ยวกับตนเองให้คนอื่น เพื่อให้มีอิทธิพลต่อการรับรู้รับทราบเกี่ยวกับคนที่ส่ง
virtue signaling จึงหมายถึงการส่งข้อความผ่านคำพูด ข้อเขียน การกระทำ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ ฯลฯ เพื่อสื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนเองเป็นคนมีจิตใจที่ดีงาม การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องปกติทางจิตวิทยาของมนุษย์ซึ่งมีมานมนานและทุกคนก็กระทำ แต่ที่เป็นประเด็นขึ้นมาก็คือ มีคนที่ไม่มีความจริงใจ ต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
เห็นว่าตนเองเป็นคนมีจิตใจงาม ตั้งใจกระทำสิ่งที่ดี ๆ แต่แท้จริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น มันเป็นเพียงการโฆษณาตนเอง หรือสร้างภาพลักษณ์ คำนี้มีความหมายในทางลบในเชิงดูหมิ่นและเหยียดหยาม มีหลายตัวอย่างที่จะยกให้เห็นต่อไปครับ
ในทางเศรษฐศาสตร์ signaling หมายถึง การส่งข้อความหรือแสดงการกระทำ เพื่อเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวซึ่งคนอื่นอาจมองไม่เห็นโดยตรง ตัวอย่างเช่น บุคคลหนึ่งรู้บางสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ จึงส่ง signal หรือสัญญาณ เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเขารู้หรือให้รู้ว่าเขาเป็นใคร มีดีอะไร
ส่วนคนรับข้อความก็ตีความสัญญาณนั้นและมีปฏิกิริยาตอบกลับมาดังเช่นในเรื่องของการมีปริญญา “education signaling” เช่นนี้แหละที่ส่งสัญญาณทำให้คนแห่ไปเรียนมหาวิทยาลัยกัน ทั้งๆ ที่จบมาแล้วก็ว่างงานกันไม่น้อยในปัจจุบัน
“ปริญญา” กลายเป็นสัญญาณที่น่าเชื่อถือในการส่งออกไปยังผู้จ้างงานว่า “ฉันมีดีนะ จบถึงปริญญา” ถ้ามีผู้สมัคร 2 คน คนหนึ่งจบปริญญา อีกคนมีเพียงประสบการณ์ จึงมีโอกาสได้งานสูงกว่า “ปริญญา” กลายเป็น “สัญญาณ” ของการมีความสามารถ มีความรู้ ถึงแม้จะยังไม่มีการพิสูจน์ก็ตาม
ความเชื่อในเรื่องพลังของสัญญาณเช่นนี้แหละ ที่ทำให้อย่างไรเสียก็มีคนยอมเสียเงินเป็นแสน มาเรียน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง สิ่งที่ได้รับเพิ่มมาอาจไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไปก็ตาม น่าสนใจว่าในอนาคตอันใกล้ “สัญญาณ” นี้จะยังคงแรงอยู่พอควรหรือไม่ จน “ระเบิดเวลาอุดมศึกษา” ไม่เปรี้ยงปร้างออกมา
ในปี 2544 Michael Spence ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์จากแนวคิดเรื่อง signaling ซึ่งประยุกต์ได้กว้างขวางในเรื่องการศึกษา พฤติกรรมมนุษย์การต่างประเทศ (สร้างข้อได้เปรียบในการเจรจา) กลยุทธ์ทางทหาร (ลับลวงพราง) นโยบายเศรษฐกิจของรัฐ (ดูทำอะไรจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหา) ความรัก (ของขวัญราคาถูกคือสัญญาณที่ไม่แรง) ฯลฯ
ขอกลับมาที่เรื่อง virtue signaling ตัวอย่างมีมากมาย เช่นเรื่องฮุนเซน ที่พยายามส่งสัญญาณมานานหลายปีให้คนเขมรเชื่อว่าเป็นคนรักชาติ เป็นที่พึ่งได้ และเป็นคนเสียสละเพื่อคนเขมร (ถึงแม้จะใช้หลายวิธีทั้งดีและร้ายในการ“บังคับ” ให้เชื่อก็ตาม) แต่แท้ที่จริงแล้วร่ำรวยมหาศาลจากธุรกิจสีเทาอย่างน่าจะเป็นว่ารักครอบครัวมากกว่าชาวเขมร
เราเห็นคนจำนวนมากในโซเชียลมีเดียไม่เว้นแต่ละวันว่าเป็นคนธรรมะธัมโม นุ่งขาวห่มขาว ไปวัด บริจาคเงินช่วยน้ำท่วม ช่วยคนบาดเจ็บจากการสู้รบ ฯลฯ และเราเห็นคนที่มีคดีความมักไปบวช หรือถือศีลกินเจ เขาเหล่านี้บางคนมีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่อย่างไม่จริงใจโดยน่าสงสัยว่าเป็นการสร้างภาพ หรือ virtue signalingหรือไม่
นักการเมืองดูจะเป็นอาชีพที่เกี่ยวพันกับ virtue signaling มากที่สุด เพราะอยู่ในสื่อตลอดเวลา ถ้าเป็นการใช้ “สัญญาณ” เพื่อสื่อให้นโยบายของรัฐบาลเกิดประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ไม่นับว่าเป็น virtue signaling
เพราะเส้นแบ่งอยู่ตรงความจริงใจ อย่างไรก็ดีการจะรู้ว่าเขาจริงใจหรือไม่ต้องใช้เวลาและหลักฐาน ดังนั้น การตัดสินว่าอะไรเป็น virtue signaling จึงมิใช่เรื่องง่าย ประเด็นสำคัญคือการตระหนักว่ามีสิ่งนี้อยู่เพื่อมิให้ถูกหลอก
จะว่าไปแล้วมนุษย์ก็ใช้วิธีส่งสัญญาณกันอยู่ตลอดเวลาในการดำรงชีวิตเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารที่สำคัญ ภาษาพูดเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสื่อสารเช่นเดียวกับการส่งสารเชิงอวัจนภาษา ซึ่งหมายถึงการสื่อสารที่ใช้ท่าทาง สีหน้า แววตา การเคลื่อนไหว น้ำเสียง การสัมผัส ฯลฯ และ “สัญญาณ” ในที่นี้ก็คือวิธีหนึ่งของภาษาพูดและอวัจนภาษา
โลกตะวันตกเริ่มใช้คำ virtue signaling ตั้งแต่ปี 2558 และแพร่หลายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย โดยมีความหมายไปทางสงสัยความจริงใจของกลุ่มแนวคิดก้าวหน้า ดังเกิดคำ เช่น “rainbow washing” (องค์กร หรือผู้บริหารแกล้งทำเป็นสนับสนุนสิทธิของ LGBTQ+ แต่ลับหลังตรงกันข้าม)
และ green washing (องค์กร หรือคนดังประกาศว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ลับหลังแล้วมีธุรกิจทำลายธรรมชาติ) เพราะมีคน fake หรือ คนปลอม เกิดมากขึ้นในปัจจุบัน
สิ่งที่ช่วยพิจารณาว่ามันเป็น virtue signaling หรือไม่ คือการประเมินอย่างมีสติว่าผู้ส่งสัญญาณมีความจริงใจหรือไม่ โดยดูจากการกระทำในปัจจุบันและหลักฐานเชิงประจักษ์จากอดีต โดยปราศจากการใช้ความหวือหวาทางอารมณ์ที่คนอื่นพยายามยัดเยียดให้เราจาก “การปั่น” อย่างจงใจมาใช้ตัดสิน





