หลังจากประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อปี 2475 มีรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ที่ประกาศใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475
มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในมาตรา 54 คือ
“มาตรา 54 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงคราม ทำหนังสือสัญญาสันติภาพสงบศึกและทำหนังสือสัญญาอื่นๆ กับนานาประเทศ การประกาศสงครามนั้นจะทรงทำต่อเมื่อไม่ขัดแก่บทบัญญัติแห่งกติกาสันนิบาตชาติ
หนังสือสัญญาใดๆ มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตต์สยาม หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญาไซร้ ท่านว่าต้องได้รับความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร “
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 มีบัญญัติไว้คือ “มาตรา 76 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพสงบศึก และทำหนังสือสัญญาอื่นๆ กับนานาประเทศ หนังสือสัญญาใดๆ มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตต์ไทยหรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา”
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 บัญญัติไว้ คือ
“มาตรา 155 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพสงบศึกและทำหนังสือสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอธิปไตยแห่งชาติ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา หรือสนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา”
รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาทุกฉบับก็ยังคงมีบทบัญญัติในหลักการเดียวกัน แต่อาจใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันบ้าง
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 บัญญัติไว้ในมาตรา 190 ซึ่งกำหนดรายละเอียดลักษณะหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาและกำหนดขั้นตอนในการดำเนินการละเอียดมากขึ้น รวมทั้งมีบทบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการทำสัญญานั้นด้วย
ทั้งนี้ หนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา สรุปได้คือ
- หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ
- หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา
- หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง
- หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน บัญญัติไว้ในมาตรา 178 ซึ่งคล้ายมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 หนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา สรุปได้คือ
- หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
- หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ
- หนังสือสัญญาที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา
- หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมหรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ได้แก่ หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วม หรือหนังสือสัญญาการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือหนังสือสัญญาทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน หรือหนังสือสัญญาอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้
กรณีมีปัญหา
กรณีมีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นสัญญาณที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มิได้มีบทบัญญัติไว้โดยตรงแต่เนื่องจากมีบทบัญญัติให้มีศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จึงมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีบัญญัติไว้ในมาตรา190 วรรคท้ายว่า ในกรณีมีปัญหาตามวรรคสอง (คือเป็นสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่) ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด
ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีบัญญัติไว้ในมาตรา 178 วรรคสองและวรรคสามว่า เมื่อมีปัญหาหนังสือสัญญาใดเป็นกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมามีปัญหาสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือ
การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือ จี ทู จี
ในปี 2555 สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยกรณีที่รัฐบาลทำสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เนื่องจากไม่ปรากฏเอกสารหนังสือสัญญาว่ามีการขายข้าวดังกล่าวยื่นประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2542
ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการและการเงินที่รัฐบาลไทยมีไปถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่าเป็น หนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าไม่เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 33/2551
คณะรัฐมนตรีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคสองหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อนุสัญญาดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์และการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมระหว่างประเทศไทยกับรัฐภาคีอื่น เป็นการใช้สิทธิและถูกจำกัดสิทธิไปพร้อมๆ กัน
ซึ่งต้องมีการออกกฎหมายหรือปรับปรุงกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ จึงเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจแห่งรัฐ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7/2551
ประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “คําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ Joint Communiqué ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551” เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ หรืออาจมีผลเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ จึงต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง





