บางคนกล่าวเชิงประชดประชันว่า วันสิ้นเดือน ก.ย.คือ “วันบรรลุวิสัยทัศน์แห่งชาติ” เพราะเมื่อมีผู้บริหารคนใหม่ กลยุทธ์ใหม่ ทิศทางการทำงานใหม่ ก็ตามมาแทบจะทันที ทุกครั้งที่เรามีรัฐบาลใหม่ เรามีนโยบายใหม่
มีกลยุทธ์ใหม่ที่มาพร้อมกับรัฐบาลใหม่ โดยมากแล้วมักจะต้องมีอะไรที่แตกต่างไปจากของเดิมที่กระทำกันอยู่ ไม่ว่าจะทำแล้วเสร็จ หรือกำลังเดินหน้าอยู่ก็ตาม ของเดิมมักจะหายไปพร้อมกับผู้บริหารคนเดิม
อาการทำนองนี้เกิดขึ้นให้เห็นแทบทุกวงการ ใครขึ้นมาเป็นใหญ่ก็อยากมีผลงานที่มาจากความริเริ่มของตนเอง ดูดีดูยิ่งใหญ่กว่าการสานต่องานที่ผู้บริหารคนเดิมทำไว้ ซึ่งน่าจะมาจากความเชื่อเรื่อง Not Invented Here (NIH) Syndrome ที่เชื่อกันอยู่มากมายในสังคมทุนนิยม
แข่งขันเอาชนะกันเป็นบุคคล เป็นกลุ่ม ผู้บริหารปฏิเสธไอเดียที่ดี เพียงเพราะมันไม่ได้เกิดจากความคิดของพวกเขาเอง โดยบอกว่า "บริบทเราไม่เหมือนใคร" หรือ “เราทำมาตลอดแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว"
องค์กรจึงสูญเสียโอกาสใหญ่ๆ ไปอย่างเงียบๆ เสียเวลาและทรัพยากรไปกับการ “คิดค้นวงล้อขึ้นใหม่” (Reinvent the Wheel) แทนที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยการนำสิ่งที่ดีที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้และพัฒนาต่อ ยอมแม้กระทั่งเลิกใช้ล้อ ยอมเดินทางลำบากขึ้น เพียงเพราะล้อที่ช่วยให้เคลื่อนที่ได้โดยสะดวกขึ้นนั้น มาจากความคิดของคนอื่น
มีแนวคิดหนึ่งของผู้ใหญ่ในบ้านเราเคยสั่งสอนกันมานานมาก จนลืมเลือนกันไปแล้ว แนวคิดนี้สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด และเปลี่ยนให้เป็นโอกาสที่ทรงพลัง นั่นคือ “พร้อมจะทำในสิ่งที่คนอื่นคิด พร้อมจะคิดในสิ่งที่คนอื่นทำ” เป็นกรอบความคิด (Mindset) ที่สร้างวงจรแห่งนวัตกรรมและประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
“พร้อมจะทำในสิ่งที่คนอื่นคิด” เทียบได้กับการเป็นคนที่มีความฉลาดเชิงปฏิบัติ (Pragmatic Intelligence) ฉลาดพอที่จะกล้า ยอมรับและนำสิ่งที่คนอื่นคิดมาปรับใช้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความมุ่งมั่นในผลลัพธ์ ให้ความสำคัญกับ “สิ่งที่ดีที่สุด” มากกว่า “สิ่งที่เป็นของเรา“
“พร้อมจะคิดในสิ่งที่คนอื่นทำ” แสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของร่วม (Collective Ownership) ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างแท้จริง การที่บุคลากรในฝ่ายหนึ่ง กล้าและอยากที่จะเสนอแนะการปรับปรุงกระบวนการทำงานของอีกฝ่าย โดยปราศจากความรู้สึกว่า “ก้าวก่าย” นั่นหมายถึงวัฒนธรรมที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหาร่วมกัน และมุ่งมั่นที่จะทำให้องค์กรโดยรวมดีขึ้น
หน่วยงานหนึ่งมีอายุครบหลายสิบปี ทีมจัดงานเฉลิมฉลองป่าวประกาศให้บุคลากรช่วยกันทำกิจกรรมนั้นกิจกรรมนี้ที่ตนเองกำหนดขึ้น ออกอาการไม่พออกพอใจเป็นอย่างยิ่งที่มีใครมาถามว่ากิจกรรมนั้น ทดแทนด้วยกิจกรรมอื่นๆ ได้หรือไม่
หน่วยงานนั้นไม่ประสงค์จะให้งานฉลองของพวกเขามีเจ้าของร่วม หน่วยงานอยากมีทีมฮีโร่ที่คนอื่นเป็นได้แค่กองหนุนทำตามความคิดฉันเท่านั้น คงเดาได้ว่างานฉลองนั้นจะมีสภาพอย่างไร ฉลองใหญ่ หรือฉลองของฉัน
ถ้าเดินตามกรอบความคิด “พร้อมจะทำในสิ่งที่คนอื่นคิด พร้อมจะคิดในสิ่งที่คนอื่นทำ” แล้วจะทำให้ทุกคนดีขึ้น องค์กรดีขึ้น ไม่ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ใครชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์คงนึกออกว่าถ้ารีเซ็ตเกมใหม่ทุกครั้งที่จะเล่น เกมนั้นคงไปไม่ถึงระดับไหน เคยเล่นอยู่ระดับไหนก็อยู่แต่ไหนไปตลอด
องค์กรและผู้คนก็เช่นเดียวกัน อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเรารีเซ็ตเส้นทางไปสู่อนาคตของเราในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร เส้นทางที่ใกล้ที่สุดระหว่างจุดตั้งต้นกับเส้นชัยคือ “เส้นตรง” ถ้าเดินทางไปสักพักก็เปลี่ยนทิศทาง ไปซ้ายบ้าง ขวาบ้าง อาจจะไม่มีโอกาสไปถึงเส้นชัยด้วยเรี่ยวแรงและทรัพยากรที่มีอยู่
ผู้บริหารเป็นได้ทั้งคนต่อต้านและส่งเสริม กรอบความคิดนี้การส่งเสริมที่ทำได้ง่ายๆ คือเป็นต้นแบบของการเป็น “ผู้เรียนรู้และผู้ให้” เรียนรู้ของดีที่คนอื่นทำไว้ เลือกของดีที่รู้นั้นมาต่อยอดให้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ไม่อายที่จะบอกว่าตนเองพร้อมจะต่อยอดทุกเรื่องเดิมที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร
พร้อมจะทำในสิ่งที่คนอื่นคิดไว้ดีแล้ว ทำไว้ดีแล้ว โดยไม่ใส่ใจคำนินทานานาประการ ไม่ใช่จอมเลียนแบบ แต่คือผู้เรียนรู้จากของดีๆ ที่มีอยู่แล้ว และเป็นผู้ให้โอกาสในการต่อยอดไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
ผู้บริหารที่พร้อมจะทำในสิ่งดีที่คนอื่นคิด คือผู้นำที่ชาญฉลาด ไม่ใช่ผู้นำด้อยปัญญาแต่อย่างใด ยกย่องบุคลากรที่พร้อมจะทำในสิ่งที่คนอื่นคิด ยกย่องคนปรับใช้ของดีที่มีอยู่เดิม เท่าๆ กับการยกย่องคนคิดสารพัดสิ่งใหม่
ที่สำคัญคือ อย่าให้ความสำคัญกับ นัก “คิดค้นวงล้อขึ้นใหม่" ในโลกนี้มีของดีที่นำมาปรับใช้ได้มากมายมหาศาล ไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างสารพัดเหตุผลเพื่อเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ ส่งเสริมอย่างจริงจังให้การ "เรียนรู้จากภายนอก" เป็นเรื่องปกติและเป็นที่ยอมรับ
เพื่อให้เกิด “พร้อมจะคิดในสิ่งที่คนอื่นทำ” ต้องส่งเสริมการที่ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของการงานขององค์กร แต่ไม่ใช่มีใครทำตัวเป็นเจ้าของ แล้วบอกให้คนอื่นทำตามที่ตนเองคิด ใครไม่ทำก็ป้ายสีว่าไม่ช่วยงานขององค์กร ตกลงกันให้ชัดเจนว่า ข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ทั้งปวงจะได้รับการตอบสนองด้วยความนับถือ ต้องไม่มีการโต้ตอบรุนแรงเพื่อปกป้องวิธีการดั่งเดิมของตน
การช่วยคิดต้องถือเป็นการให้เกียรติ การนิ่งเฉยไม่บอกกล่าวในความเสี่ยงนานาประการที่ตนมองเห็น โดยถือว่า “ใช่กงการอะไรของฉัน” เป็นสิ่งที่ต้องขจัดให้หมดไปจากองค์กร
ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วอย่างทุกวันนี้ ความได้เปรียบไม่ใช่อยู่ที่การเป็นผู้คิดค้นทุกสิ่งด้วยตนเอง แต่อยู่ที่ “ความสามารถในการเรียนรู้ ปรับใช้ และพัฒนาต่อยอดได้เร็วกว่าคนอื่น” Not Invented Here (NIH) Syndrome ทำให้องค์กรมองข้ามโอกาสที่อยู่รอบตัว จากการกักขังให้อยู่กับความคิดของตัวเองเท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม กรอบความคิด “พร้อมจะทำ... พร้อมจะคิด...” เปิดโลกทัศน์ให้เราเห็นโอกาสในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น จากคู่แข่ง จากอุตสาหกรรมอื่น หรือแม้แต่จากเพื่อนร่วมงาน “พร้อมจะทำ... พร้อมจะคิด...” จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาพฤติกรรม แต่คือการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืนและยากจะลอกเลียนแบบให้กับองค์กรของท่าน





