เตือนภัย สร้างเพจปลอมหลอกลงทุน จับ 2 หนุ่มร่วมขบวนการ เป็นอั้งยี่ซ่องโจร
อัปเดตเตือนภัย สร้างเพจปลอม หลอกลงทุน จับ 2 หนุ่มร่วมขบวนการ เป็นอั้งยี่ซ่องโจร
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นาย นิ และนาย นัซ ในความผิดฐาน
- ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร
- ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ฯ
สถานที่จับกุม ริมถนนสายสากอ-สุคิริน บ้านตันหยง ม.10 ต.สากอ ต.สากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส
สืบเนื่องจาก เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ผู้เสียหาย มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหากับพวกอีกหลายคน ที่ร่วมกันหลอกลวงซึ่งได้ไปซึ่งทรัพย์สินและขอให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
เมื่อระหว่างวันที่ 4 ธ.ค. 2567 ต่อเนื่องถึงวันที่ 19 ก.ค. 2568 ได้ถูกผู้ต้องหาใช้ชื่อนามแฝงซึ่งผู้เสียหาย ได้เข้าไปติดตามเพจ โพสต์ข้อความแนะนำตนเองต้องการหาเพื่อนดูแล ใช้ชื่อเพจใดไม่ปรากฏชัด โดยกล่าวอ้างว่าตนชื่อ มีอาชีพเปิดบริษัทรับปรึกษากฎหมายและพร้อมมีรูปภาพโปรไฟล์เป็นผู้ชายวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐาน เมื่อผู้เสียหายกดติดตาม
จากนั้นได้เชื่อมต่อไปที่บัญชีแอพพลิเคชันเมซเซนเจอร์ จากนั้นผู้ใช้บัญชีแอพพลิเคชั่นเมซเซนเจอร์ได้ขอไอดีไลน์ของ ผู้เสียหาย จากนั้นจึงได้ติดต่อพูดคุยกับผู้เสียหายเรื่อยมา ผ่านแอพพลิเคชันไลน์
เมื่อพูดคุยกัน ผู้ต้องหาได้ชักชวนให้ ผู้เสียหาย ลงทุนเกี่ยวกับเทรดเหรียญคริปโต โดยให้ ผู้เสียหาย โอนเงินไปลงทุน โดยผู้ต้องหาจะเป็นผู้นำเงินไปลงทุนให้และจะให้ผลตอบแทนกลับมาเมื่อผู้เสียหายเกิดความหลงเชื่อจึงโอนเงินไป โดยเริ่มโอนเงินครั้งแรกไปที่บัญชีธนาคาร เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2568
จากนั้นในวันเดียวกัน ผู้ต้องหากับพวกได้โอนเงินกลับมาที่บัญชีของผู้เสียหาย เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าผู้ต้องหากับพวกได้เงินไปลงทุนและได้ผลตอบแทนไปจริง ซึ่งค่าตอบแทนจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินที่ผู้เสียหาย โอนไปลงทุน และได้ชักชวนให้ โอนลงทุนเพิ่มเติม
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินไปลงทุนเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 ไปที่บัญชี จำนวน 10,000 บาท , ครั้งที่ 3 จำนวน 2,000 บาท และ ครั้งที่ 4 จำนวน 26,000 บาท
จากนั้นผู้ใช้บัญชีไลน์ ได้บอกให้ลงทุนเพิ่มอีกจึงจะถอนเงินได้ ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วผู้ต้องหากับพวกไม่ได้นำเงินของผู้เสียหาย ไปลงทุนเกี่ยวกับเทรดเหรียญคริปโต และไม่ได้ประกอบธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้ผู้เสียหาย ได้ตามที่กล่าวอ้างจริง และให้ผู้เสียหาย โอนเงินไปลงทุนผ่านบัญชีธนาคารของพวกผู้ต้องหา ทำให้ผู้ต้องหากับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหาย หลายครั้งรวมเป็นเงิน 43,530 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของผู้ต้องหากับพวกโดย ทุจริตโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและประชาชนทั่วไป
ต่อมาผู้เสียหาย ได้มาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับคนร้ายจนถึงที่สุด จากการรวบรวมพยานหลักฐาน จึงเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาได้รวมกลุ่มกันโดยมีเจตนาร่วมกันเพื่อวางแผนและลงมือกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พนักงานสอบสวนจึงขอศาลอนุมัติศาลออกหมายจับดังกล่าว
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.6 บก.ป. ได้สืบสวนทราบว่า นายนิมูฮัมหมัดฯ ผู้ต้องหาที่ 1 และนายนัซรินฯ ผู้ต้องหาที่ 2 ได้กลับมาเยี่ยมที่บ้านเกิด อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อขับมาถึงบริเวณ ริมถนนสายสากอ-สุคิริน บ้านตันหยง ม.10 ต.สากอ ต.สากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าตรวจสอบแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสามารถจับกุมตัวได้ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชศรีมา ดำเนินคดีตามกฎหมาย
การปฏิบัติภายใต้อำนวยการ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป., พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองไสย รรท.ผกก.6 บก.ป.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.เกียรติศักดิ์ บุญทอง สว.กก.6 บก.ป., ว่าที่ พ.ต.ต.ปฏิภาณ สุขฐิน ว่าที่ สว.กก.6 บก.ป พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.6 บก.ป.
อ้างอิง ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)





