วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

อกหักอย่างแค่ ‘เจ็บ’ | อาหารสมอง

มีผู้บอกว่าชีวิตคนเราก็เหมือนการโดยสารรถไฟ จากเริ่มต้นทางจนถึงสถานีปลายทางเราจะพบผู้คนที่เป็นผู้โดยสารร่วมทางที่ขึ้นและลงรถจำนวนมากมาย บางคนก็อยู่ร่วมขบวนนาน บางคนขึ้นมาสักพักก็ลงไป

บางคนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและบางคนเป็นไปในทางตรงข้ามแต่ในที่สุดทุกคนก็ต้องลงจากรถไฟขบวนนี้ด้วยกันทั้งสิ้น 

ประเด็นอยู่ที่ว่าเราทำอะไรที่สร้างสรรค์ร่วมกันยามเมื่ออยู่บนขบวนนี้ และปรับความรู้สึกของเราอย่างไรเมื่อคนที่เรามีความสัมพันธ์เป็นพิเศษหายหน้าไปจากขบวนรถไฟชีวิตของเรา วันนี้เราจะพูดถึงความเจ็บปวดจากการ “เลิกรัก” โดยใช้ข้อมูลจากนักจิตวิทยามีชื่อ

ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ที่ซับซ้อนจนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เกิดเป็นนิยาย ละคร บทกวีและหนังสือที่คลาสสิกของทุกสังคม ทุกชีวิตรักมิได้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง บ่อยครั้งความสัมพันธ์ของคนสองคนมักไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้จบความสัมพันธ์นั้นเอง หรือ “ถูกเท” ก็ตาม

การรู้ว่าจะปรับตัวอย่างไรหลัง “เลิกรัก” เพื่อให้บาดเจ็บน้อยและฟื้นกลับมาเป็นปกติเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง มี 6 ข้อแนะนำที่อาจเป็นประโยชน์ อันได้แก่

(1) ยอมรับความสำคัญของความเจ็บปวดและความเศร้า อีกทั้งคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณปวดร้าวอยู่ เมื่อ “เลิกรัก” กัน คุณอาจเจ็บปวดจากการสูญเสียสิ่งที่คุณต้องการจากเขา หรือสูญเสียความฝันจากการมีชีวิตร่วมกับเขา ถึงแม้จะ “เลิกรัก”

เพราะตระหนักว่าไม่อยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นผลดีหรือไปกันไม่ได้แต่คุณก็ยังรักเขาอยู่จนไม่สามารถทอดทิ้งอารมณ์ความรู้สึกเก่าไปได้ นักจิตวิทยาแนะนำ ว่าไม่เป็นไร จงยอมรับความรู้สึกนั้นและปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเพราะเวลาจะเยียวยาคุณ

(2) สะท้อนคิดเรื่องความสัมพันธ์ จงพิจารณาว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง ตนเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และจะทำอะไรอย่างแตกต่างไปบ้างหากมีความสัมพันธ์ใหม่ในอนาคต มีงานวิจัยที่พบว่าคนที่อกหักและสะท้อนคิดเรื่องความสัมพันธ์เก่ามีทางโน้มที่จะฟื้นร่างกายและจิตใจได้ดีกว่าคนที่ไม่สะท้อนคิด

สิ่งสำคัญคือ ต้องคิดและพูดกับตนเองอยู่เสมอว่า ต้องการเป็นคนที่เข้มแข็งกว่าเดิม จงสะท้อนคิดในเรื่อง (ก) ประสบการณ์ที่คุณได้เรียนรู้ (ข) ความสัมพันธ์นั้นมีความหมายต่อชีวิตของคุณอย่างไร และ (ค) สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อ “สร้าง” ตนเองใหม่

(3) พูดถึงมัน จงบอกตัวเองว่าแม้มันเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว แต่มิได้หมายความว่าคุณจะจบโอกาสที่จะมีความสุขอีกครั้ง และที่สำคัญมันมิใช่ “การปฏิเสธ” ตัวคุณ ถ้าความสัมพันธ์มันไปไม่ได้ก็หมายความว่ามันไม่ลงตัวมิได้หมายความว่าคุณเป็นคุณที่ใช้ไม่ได้และไม่น่าพึงปรารถนา

จงรับฟังสิ่งที่เป็นปัญญาจากคนที่คุณไว้วางใจ และยอมให้คนที่รักคุณช่วยวิเคราะห์แจกแจงสิ่งที่คุณได้ประสบและสามารถเรียนรู้ได้จากมัน

(4) รักษาระยะห่าง การ “ฉายหนัง”ในสมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตซ้ำไปซ้ำมาจะเพิ่มความเศร้าเช่นเดียวกับการโยงใยกับสิ่งที่เตือนให้นึกถึงความหลัง พึงหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดเพราะจะทำให้กระบวนการฟื้นตัวเป็นไปได้ยากขึ้น จงอยู่ให้ไกลสิ่งเหล่านี้ถ้าความคิดยังวนเวียนกับอดีตก็ให้หากิจกรรมที่เพลิดเพลินทำเพื่อไม่ให้นึกถึง

(5) ดูแลตนเอง เห็นอกเห็นใจและให้ความเมตตาต่อตนเอง ระวังทางโน้มที่จะโทษตนเองหรือคนอื่น มันอาจช่วยได้บ้างแต่ไม่มีประโยชน์ จงเน้นการดูแลตนเองให้ฟื้นตัวและฟื้นใจ อยู่ใกล้คนที่สนับสนุนคุณ เอาสิ่งที่คุณสูญเสียไปในอดีตและควรได้รับในชีวิตกลับคืนมา

(6) จดจำสิ่งที่เป็นลบเช่นเดียวกับบวกเมื่อคุณเลิกราความสัมพันธ์ คุณมีทางโน้มที่จะจดจำสิ่งเป็นบวกจากความสัมพันธ์นั้นโดยลืมสิ่งที่ เป็นลบ ใจของเราชอบที่จะโฟกัสสิ่งที่เราสูญเสียโดยละเลยสิ่งที่ได้รับมา ทุกสิ่งมีทั้งบวกและลบโดยต้องอยู่กับความจริง อย่าทำให้มันเป็นสิ่งที่โรแมนติกในใจจนละเลยโลกจริง

การรักษาตัวและใจจากการ “เลิกรัก” ไม่ว่าจะเป็นการ “อกหัก” หรือ “การหักอก”นั้น เวลาเป็นยาที่สำคัญยิ่ง มันจะมีช่วงเวลาที่ขึ้นและลง ต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ (ทุกคนก็เคยผ่านมา)

และการเดินทางที่ท้าทายนี้จะทำให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นผ่านความเจ็บปวด (“เจ็บ” เหมือนมีดบาด ส่วน “ปวด” นั้นระบมเหมือนปวดหัว) ที่มาแล้วก็หายไป

ความรักเป็นอารมณ์ที่สร้างสรรค์และสามารถทำลายล้างได้ หากไม่มีข้อแนะนำที่ดี เรื่องที่เขียนวันนี้อาจช่วยทำให้ “ปวด“ น้อยลง และทำให้ครบวงจรพอดี เพราะก่อนหน้านี้ผมได้เขียนเรื่อง “เป็นคู่อยู่กันไปนานๆ” (กรุงเทพธุรกิจ 19 พ.ค.2567) และ “4 สัญญาณหน่ายรัก”(กรุงเทพธุรกิจ 18 ก.ย.2567)  

ข้อเขียนวันนี้ได้ข้อมูลจาก “Letting Go With Grace : How to Fall Out of Love”, Karyn Hall, Psychology Today, June 21,2024

ค้นหาสองข้อเขียนข้างต้นโดยพิมพ์ “วรากรณ์ สามโกเศศ, ...(ชื่อบทความ) ” ก็จะได้ข้อมูลประกอบการเข้าใจความสัมพันธ์อย่างมีความสุขก่อนที่ทุกคนจะจากกันไป เพราะความจริงของชีวิตก็คือ “ทุกคนพบเพื่อจากกัน” ครับ