วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

'เขื่อนเจ้าพระยา' เพิ่มระบายน้ำสูงสุด รับมือมวลน้ำเหนือหลาก

'เขื่อนเจ้าพระยา' เพิ่มระบายน้ำสูงสุด รับมือมวลน้ำเหนือหลาก

สทนช. เร่งเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,500 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อรับมือมวลน้ำจากภาคเหนือที่กำลังไหลลงมา เตือนประชาชนท้ายเขื่อนเฝ้าระวังสถานการณ์

วันนี้ (31 ส.ค. 68) ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เพื่อประชุมหารือและติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามข้อสั่งการของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีความห่วงใยสถานการณ์น้ำหลากที่กำลังจะมาถึง

การประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อวางแผนรับมือสถานการณ์น้ำหลากอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากขณะนี้พื้นที่ตอนบนของประเทศมีปริมาณน้ำสะสมจำนวนมากจากอิทธิพลของพายุหลายลูกที่ผ่านมา รวมถึงการระบายน้ำเพิ่มขึ้นจากเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ซึ่งมีปริมาณน้ำสูงถึงร้อยละ 85 ของความจุเก็บกัก ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจาก 40 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน เป็น 50 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่น้ำจะล้นเขื่อน

เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบประชาชน

ที่ประชุมมีมติให้เพิ่มอัตราการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิม 1,300 ลบ.ม. ต่อวินาที เป็นไม่เกิน 1,500 ลบ.ม. ต่อวินาที ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อเป็นการเตรียมพื้นที่ว่างรองรับมวลน้ำจากทางตอนเหนือที่กำลังจะไหลมาถึง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงที่ต้องระบายน้ำในปริมาณมากในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงกว่า
 

แม้การเพิ่มอัตราการระบายน้ำในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบกับบางพื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี แต่ สทนช. ได้กำชับให้กรมชลประทานเร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง เพื่อทำหน้าที่แก้ไขสถานการณ์น้ำหลากให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ดร.สุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกหน่วยงานจะร่วมกันบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งประกอบด้วยลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก ท่าจีน และเจ้าพระยา เพื่อให้การบริหารจัดการมวลน้ำเป็นไปอย่างสอดคล้องและสัมพันธ์กันในภาพ