วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

ประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ ‘เงินที่ถูกทิ้ง’ โดยไม่พบสาเหตุ

ประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ ‘เงินที่ถูกทิ้ง’ โดยไม่พบสาเหตุ

โดยปกติหากท่านผู้อ่านพบเงิน 10 บาท หล่นอยู่ข้างถังขยะ ท่านผู้อ่านจะทำอย่างไรกับเงินจำนวนดังกล่าว หลายท่านอาจตอบว่าเป็นเงินเล็กน้อยก็เก็บไว้ หรือนำไปบริจาคเพราะอย่างไรก็ยากที่จะหาตัวเจ้าของ

อาจจะพูดในอีกแง่ก็ได้ว่า “เสียเวลา” ที่จะตามหาเจ้าของเงิน แต่หากจำนวนเงินนั้นไม่ใช่แค่ 10 บาท แต่เป็น 20,000 บาท 500,000 บาท หรือ 12 ล้านบาท ท่านผู้อ่านคิดว่าเหตุผลในการติดตามหาเจ้าของเงินก้อนดังกล่าวจะเปลี่ยนไปหรือไม่?

ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงกรณีที่ทุกท่านอาจไม่คาดคิดว่า “หากเราพบเงินจำนวนมากวางทิ้งไว้ โดยไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของหรือมูลเหตุจูงใจในการที่เค้าหลงลืมจนเป็นเหตุและผลของการนำกล่องเงินดังกล่าวนั้นมาทิ้ง” โดยสรุปเป็น 2 ข้อขบคิดที่น่าสนใจ คือ “ประเด็นที่น่าสนใจ” และ “วิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้อง”

ประเด็นที่น่าสนใจ มีดังต่อไปนี้

1) การเก็บรักษาเงินสดจำนวนมาก? กล่าวคือ เงินจำนวนมากขนาดนั้นทำไมไม่ฝากธนาคารหรือนำไปลงทุนสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หากสืบทราบว่าใครเป็นเจ้าของ แต่กลับได้เหตุผลสั้นๆว่า “ถอนมาหมุนใช้ในการลงเล่นการเมือง” เหตุผลเพียงเท่านี้เพียงพอหรือไม่กับจำนวนเงินจำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้?

2) เป็นไปตามกฎหมายทรัพย์สินที่ตกหล่นหรือไม่? กล่าวคือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323-1327 หากผู้ใดพบทรัพย์โดยส่งมอบทรัพย์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใน 3 วัน และปรากฏว่าภายใน 1 ปี ไม่ปรากฏเจ้าของ หรือพิสูจน์ทราบไม่ได้ว่าผู้กล่าวอ้างเป็นเจ้าของจริง ทรัพย์นั้นย่อมตกเป็นของแผ่นดิน และ “ผู้พบ” มีสิทธิ์เรียกรับรางวัลตามกฎหมายได้สูงสุด 10 % ของมูลค่าทรัพย์ ซึ่งกรณีนี้อาจสูงถึง 1.2 ล้านบาท โดยขณะนี้แม้จะมีนายทวีวัฒน์กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของแต่ก็ยังต้องพิสูจน์ความชัดเจนต่อไป

 

3) เป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? กล่าวคือ ข้อเท็จจริงที่ได้มาทั้งหมดนั้นนำมาซึ่งข้อสันนิษฐานอันมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหากการที่ผู้อ้างเป็นเจ้าของเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือมีสามีหรือภรรยาที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม เช่นนี้ย่อมนำมาซึ่งอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่สามารถเข้าตรวจสอบทรัพย์สินดังกล่าวว่ามีจำนวนมากเกินความเป็นจริงในฐานะของการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเกินจริงของคู่สมรสในประเด็นการหลีกเลี่ยงภาษี

4) สภาพแวดล้อมที่เกิดเหตุ? กล่าวคือ สถานที่พบเงินที่ถูกทิ้งความย่อมมีความสำคัญต่อการพิจารณามูลเหตุจูงใจ เช่น การพบยังจุดทิ้งขยะที่มีลักษณะ “มุมอับ” สายตาของพื้นที่สาธารณะ หรือเป็นพื้นที่อันไม่มีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพได้ หรือเป็นบริเวณดังกล่าวกล้องวงจรปิดชำรุด อันทำให้พิสูจน์วิธีการนำลังลงมาทิ้งได้ยาก ผู้นำมาทิ้งอาจทราบถึงข้อเท็จจริงนี้จึงเลือกจุดนี้เป็นที่กระทำการ ซึ่งก่อให้เกิดความน่าสนใจต่อการได้มาของก้อนเงินว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

วิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ผู้พบส่งมอบเงินให้แก่เจ้าหน้าที่โดยทันที มีผลทำให้ไม่เป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย และยังมีสิทธิขอรับรางวัลในการส่งมอบร้อยละ 10 ของทรัพย์ที่พบ หากตำรวจรักษาไว้ และไม่มีผู้ที่มีหลักฐานพิสูจน์ความเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นจริง ตามมาตรา 1323-1327

 

2) ประมวลกฎหมายอาญา หากผู้กล่าวอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์ ไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามกล่าวอ้างพบว่า ผู้กล่าวอ้างเป็นเจ้าของเป็นผู้ถอนเงินดังกล่าวออกจากธนาคารจริง เช่นนี้อาจเข้าข่าย “ยักยอกทรัพย์” ตามมาตรา 352 และหากการกล่าวอ้างเพื่อให้ได้มาเป็นเจ้าของเงินดังกล่าวเกิดจากการอ้างอิงเอกสารการถอนเงินปลอม ก็อาจเป็นความผิดเพิ่มเติมในข้อหา “ฉ้อโกง” ตามมาตรา 341 ต่อไป

3) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และ กฎกระทรวง กำหนดวงเงิน พ.ศ. 2559 หากผู้กล่าวอ้างเป็นเจ้าของ อ้างข้อเท็จจริงที่ว่า “ทยอยถอนเรื่อย ๆ เป็นเวลาหลายปี” แต่การสะสมเงินสดหลายล้านไว้ในที่พักเสี่ยงเข้าข่าย “พฤติการณ์หลบเลี่ยงระบบการเงิน” อาจถูกตีความเป็นรายการ CTR/STR ได้โดยธนาคารต้นทาง เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน มาตรา 13 เข้าข่ายฐานความผิดที่ ปปง. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขออายัดทรัพย์ต่อไปอีก 90 วัน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด

4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป.ป.ช.) พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ใช้เมื่อกรณีที่เกิดขึ้นนั้นปรากฏชัดเจนว่า “ผู้เป็นสามีหรือภรรยาที่กล่าวอ้างเป็นเจ้าของนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ” จึงต้องนำมาซึ่งการตรวจสอบเหตุแห่งการมีทรัพย์จำนวนมากที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ประจำ อาจเข้าข่าย “ร่ำรวยผิดปกติ” ตาม พ.ร.ป.ป.ช. มาตรา 130 ซึ่งเปิดช่องให้ยึดทรัพย์หากพิสูจน์ไม่ได้ต่อไป

5) ประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษี) การสะสมเงินสดจำนวนมาก ไม่ใช่ความผิดอาญาโดยตัวมันเอง แต่เป็นตัวลักษณะบ่งชี้ (red flag) ให้สรรพากรมีอำนาจในการสอบภาษีย้อนหลังว่ามี “รายได้ไม่ยื่นแบบแสดงรายการหรือรายจ่ายจริง” เพื่อเลี่ยงภาษีหรือไม่ ตามประมวลรัษฎากร ม. 37

ดังนั้น คดีดังกล่าวจึงเป็นมากกว่าข่าว “เงินหล่นกลางถังขยะ” เพราะเชื่อมโยงกฎหมายที่หลากหลายจนอาจกลายเป็นคดีตัวอย่าง ที่ตอกย้ำหลัก “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ของระบบการเงินไทย และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้ทั้งสถาบันการเงินและเจ้าหน้าที่รัฐต้องรัดกุมกว่าเดิมในการจัดการธุรกรรมเงินสดที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องนั่นเอง