คุณรู้ไหมว่า กรณีคอรัปชั่นในประเทศไทยเรานั้น บางครั้งก็ไม่ได้ถูกเปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่ของไทยเราเองหรอก แต่เปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่ของต่างชาติ
เช่นคดีซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX 9000 ซึ่งบริษัท InVision Technologies ของอเมริกาถูกกล่าวหาว่าจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ไทย หรือคดีโรลสรอยส์ ซึ่งบริษัทโรลสรอยส์ของอังกฤษ ถูกกล่าวหาว่าจ่ายสินบนให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไทย
หรือคดี บริษัท จอห์น เดียร์ ถูกกล่าวหาว่าให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ไทย เพื่อให้ได้สัญญาซื้อแทรกเตอร์จากบริษัทและคดีของอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยว รับสินบนในการจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เป็นต้น
เรื่องเหล่านี้ สังคมไทยอาจจะไม่ได้มีโอกาสรับรู้เลย ถ้ารัฐบาลอเมริกาและอังกฤษไม่ได้ใช้กฎหมายของเขา ในการเข้าสืบสวนสอบสวน และดำเนินคดีกับบริษัทจากประเทศของเขาเอง ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แล้วให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ไทย
กฎหมายแบบนี้ มองได้หลายด้านครับ ในแง่ดีก็ถือว่าเป็นกฎหมายที่มีส่วนสำคัญในการช่วยลดการทุจริตในประเทศต่างๆทั่วโลก
เพราะผู้รักษากฎหมายของประเทศอเมริกา หรืออังกฤษ สามารถสืบสวน สอบสวน และดำเนินคดีกับนักธุรกิจของเขา ที่ให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของประเทศอื่น จากนั้นเขาก็ส่งสำนวนให้รัฐบาลของประเทศที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินคดีต่อไป
ประชาชนของประเทศที่เกิดเหตุก็น่าจะยินดี ที่ได้เห็นเจ้าหน้าที่ซึ่งทุจริต ถูกดำเนินคดีและได้รับโทษ เพราะถ้ารัฐบาลต่างประเทศไม่ได้เข้ามาเปิดเผยข้อมูล คนทุจริตก็คงจะหาประโยชน์ต่อไป อย่างไม่หยุดยั้ง
ข้อดีอีกข้อหนึ่งก็คือทำให้รัฐบาลของประเทศที่เกิดเหตุ ต้องถูกกดดันและเร่งรัดดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของตน จะนิ่งเฉยไม่ได้เพราะกรณีนั้นได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ และเป็นข่าวระดับโลกไปแล้ว
ในทางลบ ก็อาจมองได้ว่า การดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ต่างชาติในลักษณะเช่นนี้ ทำให้สังคมโลกมองเห็นความหย่อนยาน และการหาประโยชน์ในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่ทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศที่เกิดเหตุ
นักวิเคราะห์บางคนอาจมองไกลไปถึงขนาดว่า กฎหมายแบบนี้ จะถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยได้หรือไม่ เป็นต้น
ใครจะมองอย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลงนามใน “คำสั่งบริหาร” ให้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวของอเมริกา เป็นการชั่วคราว 180 วัน และหลังจากนั้น จะทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า จะขยายเวลาต่ออีก 180 วัน หรือไม่
แปลว่าในเวลานี้ช่วง เจ้าหน้าที่สหรัฐคนใด ซึ่งกำลังสืบสวนสอบสวนกรณีใดอยู่ก็ตาม จะต้องยุติการสืบสวนสอบสวนนั้น เป็นการชั่วคราว และจะไม่เริ่มต้นสืบสวนกรณีใหม่ๆด้วย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อครบ 180 วันแล้ว คุณทรัมป์ จะตัดสินใจอย่างไรกับการชะลอการใช้กฎหมายฉบับนี้ รวมทั้งดูว่าประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ที่มีกฎหมายแบบเดียวกันนี้ จะทำอย่างทรัมป์หรือไม่
ถ้าหาก อเมริกา อังกฤษ หรือประเทศอื่น ต่างชะลอการใช้กฎหมายฉบับนี้ตามไปด้วย แล้วจะเกิดช่องว่างที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ที่มีปัญหาคอรัปชั่นมากๆ อย่างเช่นประเทศไทยเราเป็นต้น มีโอกาสเรียกสินบนจากบริษัทต่างชาติ เพิ่มขึ้นหรือไม่
กฎหมายแบบนี้ถูกนำมาใช้บังคับครั้งแรกเมื่อปี 1977 โดยประเทศอเมริกาได้ออกกฎหมาย “Foreign Corrupt Practices Act” ที่ ( FCPA) มาใช้บังคับและต่อมาในปี 1997OECD ก็ได้ออก “อนุสัญญาต่อต้านการติดสินบน” (Anti-Bribery Convention)
ซึ่งมีผลให้อีกหลายประเทศ ต้องออกกฎหมายทำนองนี้ตามมาเช่นอังกฤษ ออกกฎหมาย UK Bribery Act ในปี 2010 และฝรั่งเศส ออกSapin II Law ในปี 2016 เป็นต้น
ประเทศเหล่านี้ ต่างใช้กฎหมายนี้กันมานานนับสิบปีแล้วทำไมอยู่ดีๆ ทรัมป์ จึงออกคำสั่งแบบนี้ แหมทรัมป์ก็คือทรัมป์ เขามองว่ากฎหมายฉบับนี้ “ทำให้บริษัทอเมริกันเสียเปรียบ” ในการแข่งขันกับบริษัทสัญชาติอื่น
เพราะถ้าบริษัทอื่นยังจ่ายใต้โต๊ะอยู่ได้ โดยไม่ถูกประเทศแม่ดำเนินคดี บริษัทอเมริกันก็จะเสียเปรียบทันที โห… คิดอย่างนี้ก็ชีช้ำสิครับ เพราะผมแปลได้ว่า “สงวนสิทธิที่จะจ่ายใต้โต๊ะ” เหมือนบริษัทอื่น…..อย่างนั้นหรือเปล่า?
เห็นอย่างนี้ เราก็คงพอเข้าใจได้แล้วนะว่า“อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ตามสไตล์ของทรัมป์นั้น หมายถึงอะไร
ความจริงการที่ทรัมป์สั่งให้ชะลอการใช้กฎหมายนี้ ก็อาจทำให้เจ้าหน้าที่ของประเทศอื่นๆที่ไม่สุจริต ดีใจมากเลยก็ได้ บางคนอาจจะกำลังจะนั่งลุ้นให้ทุกประเทศที่มีและใช้กฎหมายนี้ ยกเลิกกฎหมายไปด้วยเลย
เพราะคนโกง เขาไม่คิดถึงอนาคตของประเทศกันหรอกครับ อนาคตของเขาน่ะ สำคัญกว่าเยอะ
ถึงแม้ว่าในอนาคตอันไกล เขาจะเอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่าง…ก็ตาม





