วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

จ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม 2567 เพิ่มเติม 16 จังหวัด ผูกพร้อมเพย์ ได้เงินเร็ว

จ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม 2567 เพิ่มเติม 16 จังหวัด ผูกพร้อมเพย์ ได้เงินเร็ว

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปภ. ชี้แจงแนวทางจ่าย “เงินเยียวยาน้ำท่วม 2567” ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 เพิ่มเติม 16 จังหวัด ครัวเรือนละ 9,000 บาท ประชาชนลงทะเบียนพร้อมเพย์ผูกบัญชีด้วยเลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น เพื่อรับเงินช่วยเหลือฯ โดยเร็วที่สุด

“เงินเยียวยาน้ำท่วม 2567” กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปภ. ชี้แจงแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 เพิ่มเติม 16 จังหวัด ครัวเรือนละ 9,000 บาท ประชาชนลงทะเบียนพร้อมเพย์ผูกบัญชีด้วยเลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น เพื่อรับเงินช่วยเหลือฯ โดยเร็วที่สุด

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 เพิ่มเติม ในพื้นที่ 16 จังหวัด เพื่อชี้แจงหลักเกณฑ์และแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขั้นตอนการดำเนินการ 

รวมถึงตอบข้อซักถามและประเด็นสำคัญเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจหลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือและสามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่วางไว้ได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้ประสบอุทกภัยได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ/พื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/พื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 16 จังหวัด รวมถึงผู้แทนธนาคารออนสิน เข้าร่วมประชุม

จ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม 2567 เพิ่มเติม 16 จังหวัด ผูกพร้อมเพย์ ได้เงินเร็วสุด

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 เพิ่มเติม พร้อมอนุมัติกรอบวงเงิน 5,039 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 ในพื้นที่จังหวัด 16 จังหวัด ตามข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ/พื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 

โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มจังหวัดที่เกิดสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม - 2 พฤศจิกายน 2567 รวม 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท บุรีรัมย์ สมุทรสาคร และสิงห์บุรี  (เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในกลุุ่ม 57 จังหวัดแรก)

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจังหวัดภาคใต้ที่เกิดสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 รวม 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช นราธิวาส  ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวมทั้ง 2 กลุ่ม จำนวน 667,257 ครัวเรือน (ข้อมูลวันที่ 2 ธ.ค. 67 เวลา 06.00 น.)

เงื่อนไขการจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม 2567

การให้ความช่วยเหลือฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 และวันที่ 8 ตุลาคม 2567 การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ในพื้นที่ 57 จังหวัด ในอัตราเดียวกัน คือ ครัวเรือนละ 9,000 บาท ใน 2 กรณี 

1) กรณีที่อยู่อาศัยประจำที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 

2) กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง เกินกว่า 7 วัน โดยจะต้องมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ (ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 30) และจะต้องผ่านการประชาคมหมู่บ้านของแต่ละพื้นที่ที่ประสบสาธารณภัย

รวมถึงจะต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) สำหรับกรณีบ้านที่อยู่อาศัยประจำประสบภัยหลายครั้งสามารถขอรับความช่วยเหลือได้เพียงครั้งเดียว“

นายเธียรชัย กล่าวต่อว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เน้นย้ำพื้นที่ประสบภัยทั้ง 16 จังหวัด ให้ดำเนินการสำรวจ จัดทำบัญชี และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งจังหวัดสามารถดำเนินการคู่ขนานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอน้ำลด และทยอยส่งข้อมูลเข้ามามายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยเร็วตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องอีกครั้งก่อนส่งไปยังธนาคารออมสินเพื่อทำการโอนเงินให้กับประชาชนต่อไป โดยคาดว่าสามารถทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือฯ ในรอบแรกได้ภายในวันที่ 16 มกราคม 2568 

สำหรับขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้ ขอให้จังหวัดชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการดำเนินการให้ความช่วยเหลือกับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมให้อำเภอแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบรายชื่อผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี และดำเนินการลงทะเบียนพร้อมเพย์ (PromptPay) ผูกบัญชีธนาคารกับตัวเลขประจำตัวประชาชน

และส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบและรับรองข้อมูลเพื่อเสนอกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด  (ก.ช.ภ.อ.) ให้ความเห็นชอบก่อนส่งข้อมูลมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวบรวมและนำส่งข้อมูลให้กับธนาคารออมสินโอนเงินให้กับผู้ประสบภัยต่อไป

และเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เปิดช่องทางการยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือไว้ 2 ช่องทาง ทั้งรูปแบบ Onsite และรูปแบบ Online ยื่นแบบ Onsite ประชาชนสามารถยื่นคำร้องฯ ด้วยตนเองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัย ส่วนการยื่นแบบ Online ดำเนินการยื่นคำร้องและติดตามสถานะผ่านเว็บไซต์ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจัดทำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน แต่ในการยื่นผ่านช่องทาง Online นี้ 

ขอเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนก่อนจะยื่นคำร้อง เนื่องจากจะไม่สามารถเข้ามาแก้ไขข้อมูลได้หลังจากยื่นคำร้องผ่านระบบ Online เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

เอกสารหลักฐานในการขอรับเงินช่วยเหลือ เงินเยียวยาน้ำท่วม 2567

โดยขอให้ประชาชนผู้ยื่นคำร้องเตรียมเอกสารหลักฐานในการขอรับเงินช่วยเหลือ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมด้วยหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ 

  • สำเนาทะเบียนบ้าน (กรณีเป็นบ้านพักอาศัยที่มีทะเบียนบ้าน) 
  • สัญญาเช่าบ้านหรือหนังสือรับรองการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กรณีเป็นบ้านเช่า) 

หากเป็นกรณีอื่น อาทิ บ้านพักอาศัยประจำแต่ไม่มีทะเบียนบ้าน จะต้องให้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น ร่วมกับผู้นำชุมชน ตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงนามร่วมกันอย่างน้อย 2 ใน 3 นอกจากนี้ ไม่รวมถึงบ้านพักที่หน่วยราชการจัดให้”

ทั้งนี้ ผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้อง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนการยื่นคำร้องฯ ผ่านระบบ Online ระบบจะเปิดให้ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ flood67.disaster.go.th ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตลอดจนขอเน้นย้ำประชาชนผู้ประสบภัยตรวจสอบข้อมูลบัญชีหากยังไม่ได้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ (PromptPay) แบบผูกบัญชีธนาคารกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน ขอให้ไปติดต่อธนาคารดำเนินการลงทะเบียนพร้อมเพย์ได้ทุกธนาคารเพื่อให้สามารถรับเงินช่วยเหลือได้โดยเร็วที่สุด