background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม 2569

Login
Login

จับตาฝนระลอกใหม่ ภาคใต้ กลางเดือน ธ.ค. เล็งยกระดับศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ

จับตาฝนระลอกใหม่ ภาคใต้ กลางเดือน ธ.ค. เล็งยกระดับศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ

คณะอนุฯ อำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ร่วมถกสถานการณ์น้ำภาคใต้ จับตาฝนระลอกใหม่กลางเดือน ธ.ค. เล็งยกระดับศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ โดยเพิ่มองค์ประกอบใน คอส.

วันนี้ (4 ธ.ค. 67) ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 4/2567 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กองทัพเรือ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ศาสตราจารย์นุชนารถ ศรีวงศิตานนท์ รองศาสตราจารย์สายสุนีย์ พุทธาคุณเจริญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิตางศุ์ พิลัยหล้า นายคุณากร ปรีชาชนะชัย นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ และนายชยันต์ ศิริมาศ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมน้ำปิง ชั้น 4 อาคารจุฑามาศ และประชุมผ่านระบบออนไลน์ โดยเลขาธิการ สทนช. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ในวันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบ

จับตาฝนระลอกใหม่ ภาคใต้ กลางเดือน ธ.ค. เล็งยกระดับศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ

ผลการดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยภาพรวมผลการดำเนินการเป็นไปตามที่มาตรการกำหนด ซึ่งจะมีการถอดบทเรียนจากการดำเนินการมาตรการฯ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในปีถัดไป โดยอนุกรรมการฯ ได้เสนอความเห็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหลายประเด็น ได้แก่ การสนับสนุนกลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ได้มีส่วนร่วมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินการโดยใช้ประชาชนและผู้รับผลกระทบเป็นตัวตั้ง การสร้างเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจของระดับนโยบายที่มีประสิทธิภาพ เช่น การจัดทำแผนที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีระดับน้ำท่วมสูงสุดในอดีตและจุดน้ำท่วมซ้ำซาก เครื่องมือคาดการณ์ที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น เป็นต้น 

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินการตามมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2567/68 ประกอบด้วย แผนและผลการจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง ปัจจุบันมีผลการจัดสรรน้ำรวม 2,197 ล้าน ลบ.ม. เป็นไปตามแผน (21,627 ล้าน ลบ.ม.) ส่วนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งพบว่าส่วนใหญ่เป็นไปตามแผน จึงได้กำชับให้หน่วยงานติดตามในพื้นที่ให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด และขอให้มีการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งในระยะใกล้นี้ คือ ช่วงเดือน ธ.ค. - ม.ค. พร้อมแผนการลงพื้นที่เพื่อหาแนวทางให้ความช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ให้เสนอต่อคณะอนุกรรมการฯ ในการประชุมครั้งถัดไปด้วย 

จับตาฝนระลอกใหม่ ภาคใต้ กลางเดือน ธ.ค. เล็งยกระดับศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้วันนี้ พบว่า ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลายลง โดยมีสถานการณ์แต่ละลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณฝนสูงสุด 12 มิลลิเมตร ระดับน้ำในแม่น้ำต่ำกว่าตลิ่งในช่วง 2.2 - 8.2 เมตร ลุ่มน้ำภาคใต้ตอนบน ปริมาณฝนสูงสุด 31 มิลลิเมตร ระดับน้ำที่ต้องเฝ้าระวังที่คลองท่าดี วันนี้ต่ำกว่าตลิ่ง 1.38 เมตร แต่คาดการณ์ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นใน 7 วันข้างหน้า และที่ลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง ปริมาณฝนสูงสุด 56 มิลลิเมตร ระดับน้ำในพื้นที่ลดลงโดยส่วนใหญ่ต่ำกว่าตลิ่ง แต่ยังเฝ้าระวังพื้นที่ริมแม่น้ำปัตตานี ที่บางจุดน้ำสูงกว่าตลิ่ง 1.15 เมตร และคาดการณ์ว่าน้ำจะเพิ่มสูงกว่าตลิ่ง 1.22 เมตร ในช่วงสองวันนี้ สำหรับปริมาณน้ำเขื่อนบางลาง ได้คาดการณ์ 14 วันล่วงหน้าพบว่า จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าสะสม 322 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีอัตราการระบายอยู่ที่ 16 ล้าน ลบ.ม./วัน หากคงไว้ที่อัตราเดิมมีแนวโน้มน้ำจะเกินเกณฑ์ระดับน้ำควบคุมสูงสุดในวันที่ 15 ธ.ค. 67 รวมถึงมีการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลหนุนบริเวณปากน้ำปัตตานีจะไม่หนุนสูงในช่วงวันที่ 2-9 ธ.ค.67 ซึ่งเป็นช่วงที่ดีในการเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเล 

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในภาคใต้หลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลาย แต่จากการคาดการณ์ในหลายๆเรื่อง เรายังคงต้องจับตาสถานการณ์ช่วงกลางเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป เพราะคาดว่าจะมีฝนตกในพื้นที่ภาคใต้อีกครั้ง และมีการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่มไว้แล้ว ที่ประชุมจึงได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางบริหารจัดการน้ำและการเตรียมการรับมือในช่วงถัดไป ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำเขื่อนบางลาง โดยให้ กฟผ. นำผลการคาดการณ์ฝนที่จะมาเพิ่มประกอบกับการคาดการณ์น้ำทะเลหนุน เสนอคณะกรรมการลุ่มน้ำ พิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนบางลางเป็น 18 ล้าน ลบ.ม./วัน โดยต้องไม่กระทบพื้นที่ท้ายน้ำ และการเร่งระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะตกมาเพิ่ม การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำที่เกินเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำสูงสุดหรือปริมาณน้ำมากกว่า 100% การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ในการเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ การช่วยเหลือแก้ไข และจัดทำระบบทะเบียนผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงเพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการ เพื่อรองรับสถานการณ์ด้วย 


“จากสถานการณ์ฝนภาคใต้ที่ยังต้องเฝ้าระวัง คณะอนุกรรมการฯ จึงได้พิจารณาให้ยกระดับหน่วยบริหารจัดการน้ำให้เป็นศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้มีระดับความรุนแรงที่ระดับ 3 อยู่ในเกณฑ์สถานการณ์วิกฤติ แต่เนื่องจากนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (คอส.) ซึ่งได้บริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้อยู่แล้วในขณะนี้ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการของศูนย์ฯ มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สะดวกคล่องตัว และไม่ซ้ำซ้อน คณะอนุกรรมการฯ จึงเห็นชอบให้เสนอประธาน กนช. คือ รองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) กราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเพิ่มองค์ประกอบของ คอส. ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานระดับกรม จำนวน 2 หน่วยงานประกอบด้วย กรมทรัพยากรน้ำ และกรมประชาสัมพันธ์ และเห็นควรมีผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 4 ท่าน พร้อมทั้งเพิ่มอำนาจและหน้าที่ในการจัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า เพื่อดูแล ควบคุม การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่วิกฤติ และบูรณาการการปฏิบัติงานในการอำนวยการการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย และสั่งการหรือดำเนินการ แก้ไขสถานการณ์อุทกภัยให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย