เจ้าหน้าที่รัฐ ป.ป.ท. ร่วมกับ ป.ป.ช. และ ตำรวจ ปปป. จับกุมข้าราชการ รีดส่วยรถบรรทุก มูลค่าความเสียหายรวม 200 ล้านบาท
กรณีเจ้าหน้าที่รัฐ ป.ป.ท. ร่วมกับ ป.ป.ช. และตำรวจ บก.ปปป. จับกุมข้าราชการ "รีดส่วยรถบรรทุก" มูลค่าความเสียหายรวม 200 ล้านบาท วันนี้ (วันอังคารที่ 3 กันยายน 2567) เวลา 06.00 น. สำนักงาน ป.ป.ท. ภายใต้การอำนวยการของนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และนายเอกชัย เกษมสุขธวัช รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมายให้
- พ.ต.ท. สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2
- พ.ต.ท. สราวุธ คำเหลือง ผู้อำนวยการกองอำนวยการต่อต้านการทุจริต
- เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ทั้งส่วนกลางและเขตพื้นที่ ร่วมกับ
- นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 2 สำนักงาน ป.ป.ช.
- พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.
- พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป.
นำกำลังเข้าจับกุมข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการรถบรรทุก รายละ 100,000 บาท เพื่อให้สามารถบรรทุกน้ำหนักเกินได้โดยไม่ถูกจับกุม พร้อมทั้งตรวจค้นด่านชั่งน้ำหนักที่ผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่ กว่า 10 จุด
ลุย! ป.ป.ท. ร่วมกับ ป.ป.ช. และ ตำรวจ ปปป. จับข้าราชการ รีดส่วยรถบรรทุก
สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 สมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้มีหนังสือขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตเรียกรับส่วยรถบรรทุก ถึงจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดสำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ มีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการรถบรรทุก รายละ 100,000 บาท เพื่อให้สามารถบรรทุกน้ำหนักเกินได้โดยไม่ถูกจับกุม
ซึ่งกระทำการโดยชุดเฉพาะกิจ นําโดยนาย น. (นามสมมุติ) ซึ่งในขณะเกิดเหตุ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าด่านชั่งน้ำหนัก ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดในการบรรทุกน้ำหนักเกิน ได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการรถบรรทุก
และนาย อ. (นามสมมุติ) ซึ่งในขณะเกิดเหตุ ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการรถบรรทุก เพื่อแลกกับการไม่จับกุมผู้ประกอบการรถบรรทุกน้ำหนักเกิน
มีพฤติการณ์ในการรับเงินจากผู้ประกอบการโดยตรง และโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีของนาย น. (นามสมมุติ) และยังมีนาย ธ. (นามสมมุติ) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการรายใหญ่น้อยต่างๆ และนำเงินไปส่งมอบให้นาย น. (นามสมมุติ) โดยใช้บัญชีม้ารับโอนเงินและทำธุรกรรมต่าง ๆ
เบื้องต้นทราบว่ามีชุดเฉพาะกิจดังกล่าวกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 10 ชุด โดยตั้งแต่ปี 2562-2566 มีผู้เสียหายรวมมากกว่า 30 ราย มูลค่าความเสียหายรวม 200 ล้านบาท และเงินส่วยหมุนเวียนแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 3,000,000 บาท
ทั้งนี้ ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ความผิดดังกล่าว เกิดจากการกระทำส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต้นสังกัด





