background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ฟุตบอลกับการเมือง สองขั้วแต่รั้วเดียวกัน

ฟุตบอลกับการเมือง สองขั้วแต่รั้วเดียวกัน

เมื่อมองวงการกีฬาลูกหนัง เราจะเห็นความผูกพันแนบแน่นชนิดแยกไม่ออก ระหว่างสองขั้ว คือ สโมสรฟุตบอลกับวงการการเมือง ในภาวะที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพากัน เช่นเดียวกับวงการบันเทิง กีฬาและการเมือง ต่างแยกออกจากกันไม่ขาด

เรียกได้ว่า คนไทยค่อนประเทศต่างปลื้มกับ MV ใหม่ของลิซ่า ซึ่งเลือกใช้เยาวราชเป็นสถานที่ถ่ายทำ พร้อมกับยกย่องว่านี่เป็นวิธีการโปรโมต Soft Power ไทยอย่างทรงพลังที่สุด

คนที่ขยับตัวแล้วจะทำให้เกิดกระแสสังคมสูงระดับนี้ หรือที่เราเรียกว่า High-Impact Influencer มีอยู่ไม่มาก ซึ่งหลัก ๆ มักมาจากสองสาขาอาชีพ คือ ศิลปินนักแสดงและนักกีฬา

การทุบสถิติบน YouTube ด้วยยอดเข้าชมกว่า 32.4 ล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมงแรกซึ่งเป็นยอดที่มากที่สุดในปี 2567 นั้น ได้รับการกล่าวถึงอย่างชื่นชมจากคนทั่วทุกวงการ และหนึ่งในนั้น คือนักการเมือง ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร แต่ก็จะมีกลุ่มคนที่ไม่ชอบพรรคการเมืองนั้น ๆ ออกมาวิจารณ์ว่า โหนกระแสความดังบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ฟุตบอลกับการเมือง สองขั้วแต่รั้วเดียวกัน  

พูดมาถึงตรงนี้ เราคงเห็นภาพตรงกัน ไม่ว่าจะวงการบันเทิง กีฬา หรือการเมือง ต่างแยกออกจากกันไม่ขาด นอกจากความสามารถในการแสดง ทักษะการเล่น หรือนโยบายและอุดมการณ์ของพรรคแล้ว ความสำเร็จยังยึดโยงอยู่กับความนิยมชมชอบจากมหาชน

วิธีการและกระบวนการที่จะได้รับความนิยมดังกล่าวก็มีที่มาคล้ายคลึงกันมาก ไม่ว่าจะเป็น การจัดหาและจัดการทรัพยากร การบริหารตัวแสดง ผู้เล่น หรือผู้สมัคร และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

สำหรับแวดวงกีฬาในไทย แม้เบื้องหน้าจะเน้นความเป็นยาวิเศษเพื่อสุขภาพ แต่ฉากหลังยังมีสิ่งที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น โดยเฉพาะวงการฟุตบอล

ถ้าไม่นับรวมธุรกิจรายใหญ่จำนวนไม่น้อย ที่เข้าร่วมสนับสนุนวงการกีฬาลูกหนัง เพราะตระหนักถึงกระแสของกีฬายอดนิยมอันดับหนึ่งประเภทนี้ ที่สามารถต่อยอดความนิยมไปถึงสินค้าและบริการของผู้สนับสนุนได้

ไม่ว่าจะเป็น เมืองไทยประกันภัย กับ การท่าเรือ เอฟซี, ทรู กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด, ยามาฮ่า กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด, และบริษัทเครื่องดื่มต่างๆ ที่มีโลโก้แปะอกเสื้อทีมฟุตบอลนับไม่ถ้วน เป็นต้น

นอกจากเอกชนแล้ว นักการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ก็เป็นผู้สนับสนุนหลักสำคัญของกีฬาประเภทนี้อย่างจริงจัง ซึ่งถามว่าจริงจังขนาดไหน ตัวอย่างของความสนใจในวงการลูกหนังเห็นได้ชัดจากความดุเดือดในการประชันกัน เพื่อชิงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ทั้งจากกลุ่มธุรกิจและกลุ่มการเมืองเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ฟุตบอลกับการเมือง สองขั้วแต่รั้วเดียวกัน

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมื่อมองไปทั่วประเทศ เราจะเห็นความผูกพันแนบแน่นชนิดแยกไม่ออกระหว่างสองขั้ว คือ สโมสรฟุตบอลกับวงการการเมือง ในภาวะที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพากัน

เพราะสโมสรฟุตบอลต้องการผู้ที่สามารถทุ่มเทและทุ่มทุนดูแลสโมสร ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ในขณะที่นักการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ต้องการอานิสงค์จากความชื่นชอบในสโมสรนั้น ๆ เชื่อมต่อมาถึงตนเองในฐานะผู้สนับสนุนหลัก

กล่าวง่าย ๆ คือ เมื่อสโมสรได้รับการสนับสนุนทุน ก็สามารถจัดหาทรัพยากรนักเตะและผู้จัดการทีมที่มีคุณภาพ มีงบประมาณไปใช้ในการบริหารจัดการ และย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในการแข่งขันสูง เป็นที่ชื่นชอบของมวลชน ซึ่งก็จะแผ่ขยายต่อไปถึงผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มการเมือง หรือนักการเมือง ตั้งแต่ท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ

เมื่อกวาดตามองไปยังสโมสรต่าง ๆ เราก็จะเห็นผู้สนับสนุนหลักที่เป็นบ้านใหญ่ทางการเมืองจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ชลบุรี เอฟซี (คุณปลื้ม-สิงห์โตทอง), บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (ชิดชอบ), ลีโอ เชียงราย ยูไนเต็ด (ติยะไพรัช),

ราชบุรี มิตรผล เอฟซี (นิติกาญจนา), แพร่ ยูไนเต็ด (ศุภศิริ-ปราศจากศัตรู), นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี (ลิปตพัลลภ-โตมรศักดิ์), ชัยนาท ฮอร์นบิล (นาคาศัย), ขอนแก่น ยูไนเต็ด (ช่างเหลา) เป็นต้น

เมื่อความสัมพันธ์ของการเมืองและกีฬาฟุตบอลเป็นเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นปรากฏการณ์ความเกี่ยวพันในความสำเร็จและความนิยมทั้งขาขึ้นและขาลงที่แปรผันตามกันสำหรับกีฬากับการเมือง

ตัวอย่างชัดเจนกับปรากฏการณ์ล่าสุด คือ ชลบุรี เอฟซี เมื่อทีมฉลามชล ตกชั้นไปอยู่ไทยลีก 2 หลังจากพ่ายแพ้ให้กับเมืองทอง ยูไนเต็ด ในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาล 2566–2567 นัดที่ 29 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ด้วยคะแนน 6 ต่อ 0

ฟุตบอลกับการเมือง สองขั้วแต่รั้วเดียวกัน

การตกชั้นของชลบุรี เอฟซี แบบไม่น่าเชื่อครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญของวงการฟุตบอลไทย เนื่องจากนับตั้งแต่ปี 2549 ชลบุรี เอฟซี ถือเป็นทีมฟุตบอลชั้นนำที่โลดแล่นอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศมาตลอด 18 ปี และเคยเป็นแชมป์ไทยลีก 2 สมัย นับเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกกระแสความนิยมทีมฟุตบอลท้องถิ่นและการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกขึ้นทั่วประเทศ

วันนี้เกิดอะไรขึ้น ?

ก็ต้องพาย้อนกลับไปดูที่มา ผู้ให้กำเนิดชลบุรี เอฟซี คือ สมาชิกของตระกูลการเมืองแห่งชลบุรีที่เป็นพันธมิตรกันสองตระกูล คือ คุณปลื้มและสิงห์โตทอง

ชาลินี สนพลาย ได้ศึกษาไว้ในวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “บทบาทของสโมสรชลบุรี เอฟซี กับการสร้างและรักษาฐานเสียงทางการเมืองของชลบุรี” ที่สะท้อนให้เห็นสายสัมพันธ์ทางสังคมของสมาชิกตระกูลการเมือง กับการบริหารทีมฟุตบอลที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองอย่างละเอียด

เมื่อสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ ที่เคยมีอิทธิพลสูงในพื้นที่จำเป็นต้องหลบหนีคดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้วและคดีจ้างวานฆ่าเมื่อปี 2549 ส่งผลให้เครือข่ายทางการเมืองของตนเองแพ้การเลือกตั้งแทบทุกตำแหน่งสำคัญ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองชลบุรี

สนธยา คุณปลื้ม บุตรชายคนโต จึงหาทางปรับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อสร้าง “กลุ่มเรารักชลบุรี” ให้กลับมายึดฐานที่มั่นในเวทีการเมืองให้ได้ รวมทั้งส่งวิทยา คุณปลื้ม อดีต สส. ชลบุรี กลับมาลงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชลบุรีในปี 2551 และส่งอิทธิพล คุณปลื้ม อดีต สส. ชลบุรีอีกคน ลงเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในปีเดียวกัน

แล้วก็ประสบความสำเร็จ แถมยังสร้างอานิสงค์ไปถึงกลุ่มเรารักชลบุรีให้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา อบจ. ชลบุรี 33 จาก 36 คน และกลุ่มเรารักษ์พัทยาของอิทธิพล 24 คน ก็ได้ที่นั่งสภาเมืองพัทยา 

ฟุตบอลกับการเมือง สองขั้วแต่รั้วเดียวกัน

ช่วงจังหวะเวลาเดียวกัน ในปี 2549 สโมสรฟุตบอลจังหวัดชลบุรีที่มีคุณปลื้มและสิงห์โตทองเป็นผู้สนับสนุนหลัก ก็ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันไทยพรีเมียร์ลีก 2549 ในฐานะแชมป์โปรวินเชียลลีก 2548 ด้วยวิธีทำงานเป็นทีมและแบ่งหน้าที่กันบริหารภายนอกและภายใน

ทำให้สโมสรประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2550 และยังได้สิทธิ์เข้าแข่งขันเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกปี 2551 ก่อนที่จะต่อยอดพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพพร้อมกับปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยอย่าต่อเนื่อง จนกลายก็เป็นที่รู้จักในนาม “ฉลามชล”

ชลบุรี เอฟซี ทีมฟุตบอลระดับจังหวัดที่ผลงานระดับท็อปของประเทศ นับเป็นขาขึ้นแบบยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ พร้อมกันกับความรุ่งโรจน์ทางการเมือง ต่อเนื่องไปถึงปี 2554 เมื่อสนธยา คุณปลื้มและกลุ่มเรารักชลบุรีได้ก่อตั้ง “พรรคพลังชล” ขึ้น เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปในปีนั้น และประสบความสำเร็จด้วยการชนะการเลือกตั้งจังหวัดชลบุรีถึง 6 เขตจากทั้งหมด 8 เขต

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกหมุนเวียน กาลเวลาเปลี่ยนไป ฉากทัศน์ทางการเมืองอันซับซ้อนทั้งของประเทศและของชลบุรีเองเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเติบโตและกระแสของพรรคการเมืองใหม่ รวมถึงการมีบ้านใหญ่จำนวนมากในจังหวัด ทั้งที่มีอยู่แต่เดิมอย่าง เนื่องจำนงค์ หรือบ้านใหม่อย่าง ชมกลิ่น

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 มาจนถึง การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 2566 จากเคยท็อปฟอร์มทั้งสองวงการ ทำให้จำนวนสมาชิกของค่ายนี้แทบไม่ได้รับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย นับเป็นขาลงที่เคียงคู่ไปกับ ชลบุรี เอฟซี ที่ตกชั้นลงไปในฤดูกาลนี้ 

เรื่องนี้จะว่าบังเอิญ หรือเกี่ยวเนื่องกัน คงต้องลองมองเปรียบเทียบสโมสรอื่นๆ ที่มีผู้สนับสนุนหลักเป็นนักการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ว่าความรุ่งเรืองของสโมสรผันแปรตามความนิยมของพรรคการเมืองที่สนับสนุนหรือไม่ แต่ในทัศนะผู้เขียน ฟุตบอลกับการเมืองคือเรื่องของ “น้ำกับเรือ เสือกับป่า” ที่ต่างฝ่ายต่างต้องเกื้อกูลและพึ่งพากันอย่างขาดกันไม่ได้.