วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

สทนช. ติดตามมวลน้ำเหนือ ก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง

สทนช. ติดตามมวลน้ำเหนือ ก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง

สทนช. ลงพื้นที่ติดตามมวลน้ำเหนือก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเป้ากักเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง พร้อมเร่งจัดจราจรน้ำเข้า 10 ทุ่งรับน้ำ

วันนี้ (15 ต.ค. 66) ดร. สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สทนช. ลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์ จ.ชัยนาท และ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์มวลน้ำที่กำลังไหลหลากจากพื้นที่ตอนบนของประเทศโดยเฉพาะจากแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง วางแผนตัดก้อนน้ำเข้ากักเก็บในบึงบอระเพ็ดให้มากที่สุด และติดตามการบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยาและการรับน้ำเข้าทุ่ง รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและผลกระทบที่เกิดกับจากประชาชนในพื้นที่ด้วย

สทนช. ติดตามมวลน้ำเหนือ ก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง

โดยจุดแรก เลขาธิการ สทนช. และคณะได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเข้าในบึงบอระเพ็ด โดยมี นายชุมพิชญ์  เดชะรัฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายสุเมธ  สายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นายวัชระ  ไกรสัย ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 และนายไพฑูรย์  ศรีมุก รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน นายจิระเดช บุญมาก หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมลงพื้นที่ด้วย โดยได้มีการลงตรวจ 3 จุด คือที่บริเวณปากคลองบอระเพ็ด ประตูดำ และฝายบางปอง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการผันน้ำเข้าบึงบอระเพ็ดเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยแล้งเอลนีโญ ปัจจุบันระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีวัดน้ำ C2 เมืองนครสวรรค์(เจ้าพระยา) มีระดับน้ำ +23.01 ม.รทก.อัตราน้ำไหลผ่าน 1,990 ลบ.ม./วินาที บึงบอระเพ็ดมีปริมาตรน้ำ 129.61 ล้าน ลบ.ม. (58.22%) 

สทนช. ติดตามมวลน้ำเหนือ ก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง

ในการนี้ เลขาธิการ  สทนช. ได้เสนอแนวทางว่าหากสามารถดึงน้ำเข้ากักเก็บไว้ในบึงบอระเพ็ดให้ได้ปริมาตรน้ำถึง 220 ล้าน ลบ.ม. ก็จะมีน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในกิจกรรมต่างๆ ได้เพียงพออย่างแน่นอน และเกษตรกรอาจสามารถทำนารอบ 2 ได้อีกด้วย ดังนั้น แผนงานในระยะสั้นนี้จะทำอย่างไรให้สามารถดึงน้ำเข้ากักเก็บในบึงได้เพิ่มขึ้น เช่น การขุดลอกคลองหรือเสริมคันกั้นน้ำเพื่อดันน้ำให้สูงขึ้นจนไหลเข้าบึงได้ หรือการใช้เรือบรรทุกทรายแปลงเป็นฝายกั้นน้ำให้มีระดับสูงขึ้นกว่าคันกั้นน้ำและไหลเข้าบึง เป็นต้น

สทนช. ติดตามมวลน้ำเหนือ ก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง

ซึ่งหน่วยงานในพื้นที่จะต้องไปศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ จังหวัดนครสวรรค์ มีแผนงานโครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ดแบ่งเป็น 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1. ด้านบริหารจัดการ/การเข้าใช้ประโยชน์ โครงการติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำท่า 2. ด้านการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและสร้างความมั่นคงของน้ำ จำนวน 21 โครงการ 3. ด้านคุณภาพตะกอนและรักษาระบบนิเวศน์ จำนวน 2 โครงการ และ 4. ด้านการจัดการน้ำท่วมบรรเทาอุทกภัย จำนวน 6 โครงการ สำหรับการเตรียมการรองรับภัยแล้ง ขณะนี้ได้จัดตั้งเครือข่ายผู้ใช้น้ำ 5 กลุ่ม จำนวนกว่า 3,000 ราย เพื่อร่วมบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ โดยรอบและน้ำในบึงบอระเพ็ดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น มีการทำข้อตกลงจะไม่ดึงน้ำออกไปใช้จนกว่าจะถึงฤดูแล้ง เป็นต้น 

สทนช. ติดตามมวลน้ำเหนือ ก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง

 

จากนั้น เลขาธิการ สทนช. และคณะได้เดินทางไปสำนักงานชลประทานที่ 12 กรมชลประทาน ที่ตั้งเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพื่อติดตามสถานการณ์การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยมีนายวิชัย  ผันประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการน้ำ รายงานสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่า ขณะนี้การระบายน้ำอยู่ที่ 1,800 ลบ.ม./วินาที การเก็บเกี่ยวข้าวในบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนได้มีการเก็บเกี่ยวแล้ว 100% สำหรับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ โดยรวมอยู่ที่ 9,000 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณความต้องการขั้นต่ำลุ่มเจ้าพระยา 7,000 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น จึงเพียงพอต่อความต้องการน้ำสำหรับทุกกิจกรรมในพื้นที่ 

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การเกิดร่องมรสุมหลายครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้มีฝนตกหนักกระจายทั่วพื้นที่ประเทศไทย ทำให้มีน้ำเติมเต็มในแหล่งน้ำต่าง ๆ มากขึ้น ในขณะเดียวกันมวลน้ำที่ไหลลงมาจากตอนบนของประเทศลงสู่เขื่อนเจ้าพระยานั้น ได้กำชับกรมชลประทานว่าต้องคงความเร็วการระบายไว้ที่ 1,800 ลบ.ม./วินาที ไม่เกินไปกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ประชาชนท้ายเขื่อน และได้เสนอให้วางแผนการระบายให้มีการหน่วงน้ำเหนือเขื่อนไว้นานขึ้น เพื่อเป็นตัวทดน้ำให้พื้นที่ด้านบนเขื่อนดึงน้ำเข้าบึงบอระเพ็ดได้มากที่สุดก็จะเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย

สำหรับแผนการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยานอกจากจะระบายน้ำออกทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเขื่อนเพื่อลดผลกระทบแล้ว การระบายน้ำลงท้ายเขื่อน จะต้องมีการทำประชาคมกับประชาชนในพื้นที่เพื่อขอความสมัครใจในการรับน้ำเข้าทุ่งในพื้นที่นาที่เก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ด้วย ซึ่งต่อมา เลขาธิการ สทนช. และคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการรับน้ำเข้าทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด รวมถึงรับฟังปัญหาอุปสรรคการดำเนินงาน โดยขอให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกันทั้งระบบและเร่งกำจัดวัชพืชในคลองต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รวมถึงการปรับปรุงบานประตูระบายน้ำให้สามารถรับน้ำได้ 2 ทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำทั้ง 2 ทางด้วย 

สทนช. ติดตามมวลน้ำเหนือ ก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง

“แม้ว่าขณะนี้ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ มีมากเพียงพอแล้ว แต่เราจะต้องไม่ประมาทต่อสถานการณ์เอลนีโญที่อาจเกิดขึ้น โดยจะต้องมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำ 2 ปี เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมในฤดูแล้ง สำหรับแนวทางการปลูกข้าวรอบ 2 หรือการทำนาปรัง ก็จะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้โดยมีการคาดการณ์น้ำต้นทุนเปรียบเทียบกับความต้องการปริมาณน้ำที่ต้องการว่าเพียงพอจริงหรือไม่ ทั้งนี้ สทนช. อยู่ระหว่างจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับฤดูแล้ง เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) เป็นประธาน โดยจะมีการประชุมในวันที่ 26 ตุลาคมนี้” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สทนช. ติดตามมวลน้ำเหนือ ก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง สทนช. ติดตามมวลน้ำเหนือ ก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยา มุ่งเก็บน้ำบึงบอระเพ็ดเต็มกำลัง