'บิ๊กโจ๊ก' แจง เส้นทางการเงิน มีมรดกพันล้าน ควักเงินส่วนตัวช่วยทำคดี

'บิ๊กโจ๊ก' แจง เส้นทางการเงิน มีมรดกพันล้าน ควักเงินส่วนตัวช่วยทำคดี

'บิ๊กโจ๊ก' แจงละเอียดยิบ เส้นทางการเงิน มี มรดกพันล้าน มากกว่า เว็บพนัน ไม่จำเป็นต้องเอี่ยว ควักเงินให้ลูกน้องปฎิบัติภารกิจ มันเป็นความบ้าคลั่งของผม

“บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแบบเปิดใจทุกแง่มุม ถึงเส้นทางการเงิน ภายหลังรับมอบดอกไม้ จากกลุ่มสมาคมชาวปักษ์ใต้ ที่เดินทางมาให้กำลังใจในการทำงาน ว่า กรณีที่ลูกน้องไปยุ่งเกี่ยวกับเว็บพนันนั้น ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับตน ซึ่งเจ้าตัวจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ได้ ว่าใช้บัญชีม้าได้อย่างไร เงินทั้งหมดมีที่มาที่ไปอย่างไร หากกระทำผิดจริง ก็จะต้องรับผิดในสิ่งที่ทำ

ส่วนเรื่อง“บ้านบิ๊กโจ๊ก” ชี้แจงว่า มีทั้งหมด 5 หลัง เป็นของ “เสี่ยแต๋ม” นักธุรกิจชาวอุดรธานี ซึ่งถือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ตนให้ความเคารพนับถือ สนิทสนมกันมานาน ตั้งแต่สมัยเป็นสารวัตร โดยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เสี่ยเเต๋ม ก็เคยไปให้การกับ ป.ป.ช.ว่าเป็นผู้ให้ตนอาศัยอยู่ที่บ้าน โดยการเช่ารายเดือน เดือนละ 50,000 บาท มีการทำสัญญากันชัดเจน โดยตนจ่ายค่าเช่าเพียง 2 หลังที่ทำสัญญาเช่าเท่านั้น ส่วนเสี่ยแต๋ม ก็รับผิดชอบจ่ายค่าส่วนกลาง เพราะมีชื่อเป็นเจ้าของบ้าน จะต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงทั้งหมด เสี่ยแต๋ม จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนพร้อมทนายความ ในวันพรุ่งนี้ (27 ก.ย.) เชื่อว่า จะสามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น โดยยืนยันว่า เสี่ยแต๋มเป็นนักธุรกิจ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาเป็นเงินบริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน

'บิ๊กโจ๊ก' แจง เส้นทางการเงิน มีมรดกพันล้าน ควักเงินส่วนตัวช่วยทำคดี
 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังตอบคำถามกรณีที่ให้เงินดูแลลูกน้องด้วยว่า เงินทั้งหมดที่ใช้จ่าย เป็นเงินของตน หากไปคำนวณดูดีๆ เงินของตนจะมากกว่าเงินของเว็บพนันเยอะ วันนี้ต้องพูดเรื่องจริงกันว่า ตนเองไม่ได้ใช้เงินจากเว็บพนัน หากตนไม่เอาเงินส่วนตัวมาใช้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเอาเงินที่ไหนมาให้ใช้ แต่คนอื่นอาจจะไม่มีความพร้อม หรือความบ้าแบบตนที่เอาเงินส่วนตัวมาทำงาน เพราะตนเองไม่มีลูก ก็เอาเงินส่วนนี้มาใช้ในการทำงาน แล้วที่มาของเงิน ตนเองก็ตอบได้ทั้งหมด เพราะเฉพาะพ่อตาตนเองเสียมรดกที่กำลังจะรับมอบ ที่แม่ยายเป็นผู้จัดการมรดกก็เกือบพันล้านแล้ว 

“มันเป็นความบ้าคลั่งของผมอย่างหนึ่ง ไม่มีใครกล้าทำอย่างผม ที่เสียสละเอาเงินส่วนตัวมาใช้ทำคดี เพราะผมอยากให้งานสำเร็จ ประชาชนคาดหวัง สุดท้ายคดีก็ออกมาดี สามารถจับคนผิดมาดำเนินคดีได้” บิ๊กโจ๊ก กล่าว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังอธิบายเส้นทางการเงินอีกว่า ตนเองก็ให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ฯ เป็นคนจ่ายต่อเดือน จำนวน 1,000,000 บาท แบ่งเป็นงบลับ 6 แสนบาท ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ทราบดี ที่เหลือเป็นเงินส่วนตัว ซึ่งไม่มีใครทำแบบตนเองแล้ว แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ ลูกน้องจะออกไปทำงานอย่างไร ส่วน พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย และ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ที่มีบัญชีเงินพัวพันกับ “มินนี่” ก็ต้องไปตอบให้ได้ว่า ไปพัวพันกันได้อย่างไร ไปเล่น เว็บหรือเปล่า เขาต้องตอบเรื่องนี้ ซึ่งยืนยันว่า ไม่ได้พัวพันเว็บพนันทั้งหมด

“ผมไม่น้อยใจ ตัวเองโดนมาเยอะแล้ว เรามันถูกหล่อหลอมให้อดทนต่อความเจ็บใจไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบากและเราไม่ได้มักมากในลาภผล” บิ๊กโจ๊กกล่าว
 

บิ๊กโจ๊ก ยืนยันว่า เงินที่โอนไปที่บัญชีของแม่ ก็เป็นเงินของตนเอง แต่ใครเอาเงินไปพัวพันกับเว็บพนัน ก็ต้องชี้แจงให้ได้ แต่ตามหลักการ ตนเองชี้แจงได้ว่า เงินมาอย่างไร เอาเงินจากที่ไหนมาทำงาน เมื่อชี้แจงที่มาของเงินได้ ลูกน้องไปเปิดบัญชีม้า ไปพัวพันกับเว็บพนันก็เป็นเรื่องที่ลูกน้องตนเองต้องไปตอบ แต่วันนี้เมื่อตนออกมารับแล้วว่า เงินของตนเองและเป็นเงินบริสุทธิ์ ซึ่งมีมากกว่าเงินจากบัญชีม้าแน่นอน ก็ต้องมาสอบตนเองด้วย ซึ่งเงินหลักล้านที่ใช้ในการทำงาน ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเงินมาจากเว็บพนัน สามารถแจกแจงได้หมดแน่นอน

บิ๊กโจ๊ก ยังบอกอีกว่า ในวันพรุ่งนี้จะลา 1 วัน เพื่อขอไปทำสมาธิจัดการเรื่องนี้ และจะยื่นคำร้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอให้ไต่สวนการละเมิด กรณีการขอหมายจับของชุดจับกุม ในเวลา 10.00 น. เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับตัวเอง และไม่ได้เข้าประชุม ก.ตร.แต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้กล่าวทิ้งท้าย ว่า ตนเองไม่ได้มีความกังวลใดๆ เพราะเชื่อว่า ฟ้ามีตา ความจริงต้องปรากฏ ตนเองพร้อมชี้แจงได้ทุกประเด็น และขอสัญญากับประชาชน ว่าจะไม่ทำให้ ศรัทธาของพี่น้องประชาชนสิ้นไป