ยึดทรัพย์ "แก๊งตู้ห่าว" อีก 198 ล้าน ทะลุ 4 พันล้าน DSI รับเป็นคดีพิเศษ

ยึดทรัพย์ "แก๊งตู้ห่าว" อีก 198 ล้าน ทะลุ 4 พันล้าน DSI รับเป็นคดีพิเศษ

อัปเดต ยึดทรัพย์ "แก๊งตู้ห่าว" อีก 198 ล้าน ทะลุ 4 พันล้าน DSI รับเป็นคดีพิเศษ ด้าน "ชูวิทย์" ย้ำความผิดฐานฟอกเงินทางอาญาจากมูลฐานคดียาเสพติด

การแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ ตู้ ห่าว และเครือข่ายกลุ่มทุนจีนสีเทา และการอายัดทรัพย์สิน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการ ปปส. และ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ

โดยหลังจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ร้องเรียนผ่านกระทรวงยุติธรรม ให้รับคดีนี้ไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากพบว่า การกระทำความผิดของผู้ต้องหาทำเป็นเครือข่าย และมีความเสียหายเป็นจำนวนมาก และได้นำเข้าคณะกรรมการกลั่นกรอง มีความเห็นให้ รับคดีความผิดฐานฟอกเงินทางอาญา มูลฐานคดียาเสพติด ไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เลขที่ 314/2565 เนื่องจากอยู่ในอำนาจของดีเอสไอที่รับคดีไว้สอบสวนได้ตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ โดยที่ไม่ต้องผ่านคณะกรรมการคดีพิเศษ

นายสมศักดิ์ ระบุว่า การเพิ่มคดีพิเศษ ในฐานนอมินีครั้งนี้ เพราะตู้ห่าวเป็นนายทุน และมีเบื้องหลัง โดยดีเอสไอและชุดพารีปราบยา ได้ไปตรวจสอบ พบว่ามีผู้ถือพลาสปอร์ตต่างประเทศ เป็นชาวต่างชาติ ที่ถือทุนแทนด้วย จึงได้ทำการตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเป็นใครมาจากไหนอย่างไร และขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

จากนี้ ภายใน 2 สัปดาห์ จะมีการเรียกนอมินี ผู้ที่เป็นกรรมการบริษัท ในหลายบริษัทและผู้เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน มาสอบปากคำให้ครบ จากนั้นภายใน 30 วัน จะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องที่เป็นนอมินีดังกล่าว

รวมถึง ขณะนี้ ปปส.ได้ยึดทรัพย์เพิ่มเติมอีก 198 ล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ นางพัชรินทร์ ถืออยู่ ทั้งที่ดิน บ้าน อาคารชุด รถหรู จากเดิมที่ปปส.ยึดทรัพย์ไปแล้วกว่า 4,100 ล้านบาทและเตรียมออกคำสั่งยึดทรัพย์เพิ่มเติมอีกกว่า 1,200 ล้านบาท รวมถึงจะตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมอีกด้วย

 

และการสอบสวนคดีพิเศษนี้ เป็นเพียงในข้อหาฟอกเงินทางอาญาเท่านั้น ส่วนคดีอาญา และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่อัยการสูงสุดตั้งคณะทำงานขึ้นมาใหม่นั้น ยังอยู่ในอำนาจของอัยการและตำรวจ แต่จะมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน

ส่วนจะมีการโอนสำนวนคดีมาสอบสวนเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ยังให้ส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีไปตามปกติ ส่วนจะโอนมาหรือไม่นั้นหากมีความจำเป็นก็ต้องโอนมา

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกเพิ่มเติมว่า การสอบสวนคดีพิเศษ หลังจากนี้ดีเอสไอก็จะมีอำนาจในการใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ความเกี่ยวพันกับบุคคลอื่น รวมทั้งเรียกสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฟอกเงิน ซึ่งจะดำเนินการภายใน 2 สัปดาห์นี้

ขณะที่นายชูวิทย์ วันนี้ได้มาร่วมในการแถลงข่าวด้วย พร้อมชื่นชมการทำงานของกระทรวงยุติธรรม และมอบกระเช้าขอบคุณรัฐมนตรีสมศักดิ์ เพราะเห็นว่าการทำงานของรัฐมนตรีและทีมงานเป็นการทำงานที่มีอุดมการณ์ และเพื่อป็นกำลังใจในการทำงาน และมองว่า กระทรวงยุติธรรม ถือเป็นที่พึ่งสุดท้าย ถ้ามาแล้วไม่คืบหน้า ก็ไปโดดน้ำตายดีกว่า วันนี้ในนามคนไทยขอขอบคุณ และขอให้ทำคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่ และมั่นใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะทำหน้าที่อย่างจริงจังแน่นอน

 
ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ยังได้ฝากคำถามไปถึง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 5 ข้อเกี่ยวกับการดำเนินคดีตู้ห่าวกับพวกด้วยว่า 

  • ทำไมตั้งข้อหาคดียาเสพติดไม่ตั้งข้อหาคดีสมคบฟอกเงิน
  • พยานหลักฐานคือค่าเช่า ค่าไฟ เงินค้ำประกัน และสอ่งต่างๆไม่ได้พิสูจน์ว่าตู้ห่าวขายยาเสพติด แต่พิสูจน์ว่าตู้ห่าวเป็นเจ้าของสถานที่ ซึ่งการเป็นเจ้าของสถานที่จะทำให้ไม่สามารถสืบต่อได้ว่าตู้ห่าวมียาและอยู่ในพื้นที่
  • พยานในที่เกิดเหตุจำนวนมากถึง 215 คน ควรจะต้องเอามือถือมาตรวจสอบให้ครบทั้งหมด พยานคนจีนพร้อมกลับคำให้การ แต่พยานเด็กเสริฟไม่มี และพยานสำคัญหลบหนี ดังนั้นเท่ากับไม่มีพยาน
  • รวมถึงดำเนินคดีกับคนเอารถของกลางออก เอาพยานหลบหนี ซึ่งบุคคลเหล่านั้นเป็นลูกน้องของ ผบช.น.

อีกทั้งจะดำเนินคดีกับตำรวจที่ให้ช่วยหรือไม่