STEC - ถือ (30 ส.ค.64)

STEC - ถือ (30 ส.ค.64)

อ่อนไหวต่อปัจจัยลบ

เราคาดว่ากำไร 3Q จะลดลง yoy เนื่องจากการบังคับปิดแคมป์คนงานในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลกระทบรายได้ประมาณ 1 เดือนและทำให้สัดส่วน SG&A ต่อรายได้เพิ่มขึน นอกจากนี้เรามอง STEC มีความทนทานต่อความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากบริษัทมี backlog จำนวนมากที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำที่ 4-5% ปรับคำแนะนำลงสู่ ถือ จาก ซื้อ และราคาเป้าหมายใหม่ที่ 13.50 บาทต่อหุ้น (จาก 16.30บาท)

 

กำไร 3Q อาจลดลง yoy

เป็นผลจากการปิดแคมป์คนงานในกรุงเทพฯและปริมณฑลกระทบรายได้ประมาณ 1 เดือน และเพิ่มสัดส่วน SG&A ต่อรายได้ เราคาดว่า STEC จะมีกำไรปกติ 3Q ที่27ลบ. (-88% yoy, +1,807% qoq) จาก 3 สมมติฐาน: (1) รายได้ 3Q ลดลง 30% qoq เป็น 5.0 พันลบ., (2) กำไรขั้นต้นฟื้นตัวเป็น 4.0% จาก 3.2% ใน 3Q หลังโครงการอาคารรัฐสภาแล้วเสร็จ (3) สัดส่วน SG&A ต่อรายได้เพิ่มเป็น 4.0% จาก 2.9% ใน 2Q ผลประกอบการดีขึ้น qoq เป็นผลจากการไม่มีรายการขาดทุนคดีความ 124 ลบ. เช่นใน 2Q

 

ความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงต่ำ

ล่าสุด บริษัทได้เซ็นสัญญาก่อสร้างใหม่มูลค่า 9.4 พันลบ. รวมถึงยังมีโครงการใหม่รอเซ็นสัญญา เช่น (1) งาน O&M ของโครงการมอเตอร์เวย์มูลค่า 4.0 พันลบ., (2) งานจากรถไฟฟ้าสายสีชมพูเพิ่มเติมมูลค่า 3.0 พันลบ. และ (3) รถไฟรางคู่โดยมี CK เป็นพันธมิตรมูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นลบ. โครงการเหล่านี้จะหนุน backlog ของ STEC ให้อยู่ในระดับสูงที่ 1.00 แสนลบ. ขณะที่เรามองว่า STEC มีความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงต่ำเนื่องจากบริษัทมี backlog ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำที่ 4-5% หากวัสดุก่อสร้างมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีขาดทุนพิเศษอย่างเช่นใน 2Q บริษัทมีโอกาสมีผลการดำเนินงานเป็นขาดทุน

 

ปรับคำแนะนำลงเป็น ถือ และปรับราคาเป้าหมายเป็น 13.50 บาท

เราปรับคาดการณ์กำไรปี FY21F ลง 63% แต่ปรับคาดการณ์กำไรปี FY22F ขึ้น 4% เป็น 1.0 พันลบ. หลังการปรับสัดส่วนการรับรู้รายได้ของ backlog เป็นรับรู้ในปี FY22F รวมถึงการปรับอัตรากำไรขันต้น เราปรับคำแนะนำลงเป็น ถือ จากอุปสรรคในกรเพิ่มขึ้นของกำไรเนื่องจากอัตรา backlog ส่วนใหญ่มีอัตรากำไรต่ำ ราคาเป้าหมายใหม่ของเราอ้างอิง 20x FY22F PER