background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เมื่อ ‘พืชกระท่อม’ ถูกกฎหมาย คนไทยต้องรู้อะไรบ้าง?

เมื่อ ‘พืชกระท่อม’ ถูกกฎหมาย คนไทยต้องรู้อะไรบ้าง?

เช็คข้อควรรู้ "พืชกระท่อม" จากกรณีการปลด “กระท่อม” ออกจากยาเสพติดให้โทษ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2564 เรื่องนี้ส่งผลดีต่อคนไทยแค่ไหน กระท่อมมีสรรพคุณอะไรบ้าง และหากต้องการใช้แบบถูกกฎหมายต้องทำอย่างไร?

24 ส.ค. 64 คือวันแรกที่ประชาชนสามารถปลูกและบริโภคกระท่อมตามวิถีชาวบ้าน รวมทั้งยังซื้อหรือขายใบกระท่อมโดยไม่ผิดกฎหมาย หลังจากที่มีการปลดกระท่อมออกจากยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) .. 2564 รวมทั้งมีการปล่อยผู้กระทำความผิดตามกฎหมายพืชกระท่อมจำนวน 1,038  ราย โดยถือว่าไม่เคยกระทำความผิด 

  • ทำไมถึงปลดล็อคกระท่อม ออกจากยาเสพติดให้โทษ 

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เบื้องต้นภาครัฐจะได้รับประโยชน์เมื่อมีการปลดกระท่อมออกจากยาเสพติดให้โทษ สามารถลดค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของภาครัฐและผู้ต้องหาหรือจำเลย  1,691,287,000 บาท  

โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาพบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลเท่ากับ 76,612 บาท ซึ่งคดีข้อหาพืชกระท่อมที่ขึ้นสู่ศาลตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 - 30 มิถุนายน 2564 มีอยู่ถึง  22,076 คดี

   

  • ใช้อย่างไรถึงถูกกฎหมาย

แม้ว่าพืชกระท่อมจะมีการปลดล็อคให้ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ระเบียบ และข้อบังคับจะถูกประกาศผ่าน ... พืชกระท่อมต่อไปในอนาคต โดยเมื่อวันที่ 1 มิ.. 64 ที่ผ่านมามติครม. มีการประกาศ และสรุปสาระสำคัญของพ... พืชกระท่อมดังนี้ 

มาตรการควบคุมและกำกับดูแล มีทั้งการกำหนดให้การปลูกพืชกระท่อม การขาย การนำเข้าหรือส่งออกใบกระท่อม เพื่อประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม ต้องได้รับใบอนุญาต การกำหนดอายุใบอนุญาต โดยใบอนุญาตปลูกพืชกระท่อม ใบอนุญาตขายใบกระท่อม มีอายุ 5 ปี 

ส่วนใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกใบกระท่อม มีอายุ 1 ปี 3) กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาต เช่น เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยและมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ไม่เป็นผู้เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรืออยู่ระหว่างการถูกพักใช้ใบอนุญาต

หน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต คือ 

1.ผู้รับใบอนุญาตปลูกพืชกระท่อม มีหน้าที่ต้องเพาะหรือปลูกในที่ดินหรือสถานที่และพิกัดตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาต 

2.ผู้รับใบอนุญาตขายใบกระท่อม นำเข้าหรือส่งออกใบกระท่อม มีหน้าที่ต้องจัดให้มีป้ายแสดงว่าเป็นสถานที่ขาย นำเข้า หรือส่งออกใบกระท่อม จัดให้มีฉลากและเอกสารกำกับใบกระท่อม โดยอย่างน้อยต้องระบุแหล่งที่มาของใบกระท่อม คำเตือน หรือข้อควรระวัง 

การคุ้มครองบุคคลและการป้องกันการใช้ใบกระท่อมในทางที่ผิด 

1.ห้ามผู้ใดขายใบกระท่อม น้ำต้มใบกระท่อม หรืออาหารที่มีใบกระท่อมเป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบแก่บุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท กรณีมีการขายในสถานศึกษา หอพัก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ หรือสวนสนุก หรือขายโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

2.ห้ามผู้ใดบริโภคใบกระท่อมหรือน้ำต้มใบกระท่อมที่ปรุงผสมกับยาเสพติดให้โทษ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

3.กำหนดให้ผู้ปลูกพืชกระท่อม ขายใบกระท่อม เกินปริมาณที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หรือนำเข้าหรือส่งออกใบกระท่อม โดยไม่มีใบอนุญาต ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  

  • สรรพคุณพืชกระท่อม มีดีแค่ไหน 

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (..) โดยคณะวิทยาศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์ ได้ดำเนินงานวิจัยพืชกระท่อมพัฒนาเป็นเภสัชตำรับ ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน เพื่อนำพืชกระท่อมไปใช้บำบัดผู้เสพยาเสพติดและทดสอบประสิทธิภาพ รวมถึงความปลอดภัยของเภสัชตำรับที่พัฒนา

การวิจัยพืชกระท่อมพบว่า มีสารสำคัญ ได้แก่ ไมทราไจนีน (Mitragynine) และ7-ไฮดรอกซีไมทราไจนีน (7-hydroxymitragynine) มีฤทธิ์ระงับปวด รักษาอาการท้องเสีย ลดน้ำหนัก ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ต้านอาการซึมเศร้า คลายกล้ามเนื้อลาย บำบัดผู้ติดยาเสพติด สามารถยับยั้งกลุ่มอาการถอนยาจากเอทานอล ลดอาการวิตกกังวลจากกลุ่มอาการถอนยากลุ่มสารฝิ่น โดยปัจจุบันต่างประเทศได้นำพืชกระท่อมใช้ประโยชน์เพื่อทดแทนสารเสพติด เช่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ไอซ์ และยาบ้า เพื่อบำบัดผู้เสพยาดังกล่าว

  • กระท่อมไทย ในสายตานานาชาติ

องค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์เผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การปลดกระท่อม ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และปาปัวนิวกินี พ้นจากยาเสพติดให้โทษเป็นเรื่องน่ายินดีและควรทำมานานแล้ว

การทำให้กระท่อมถูกกฎหมายในไทย ปิดฉากการละเมิดสิทธิของการใช้ยาแผนโบราณที่ชุมชนชนบทไทยใช้กันมานานแล้ว

โดยระบุว่าในอินโดนีเซีย แม้กระท่อมใช้ได้อย่างถูกกฎหมายแต่อยู่ในสถานะถูกทบทวน ซึ่งนักการเมืองบางคนพยายามออกกฎหมายห้ามใช้

สำหรับไทย เมื่อปี 2562 เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยรัฐบาลลงทุนในการสกัด กลั่น และทำตลาดน้ำมันกัญชาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมสุขภาพ