คุณภาพชีวิต-สังคม

'ยาฟาวิพิราเวียร์' ผลิตในไทยชดเชยได้ 2-4 ล้านเม็ด พร้อมใช้ส.ค.นี้ ย้ำไม่มีขายตามร้านยา

‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ เดิมเป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ แต่ในปัจจุบันกลายเป็น ยาหลักในการรักษา 'โควิด 19' ซึ่งปัจจุบันไทยต้องนำยาดังกล่าวเข้ามาจากต่างประเทศ

สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 มีความรุนแรงมากขึ้น มีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่วันละเกือบหมื่นคน ทำให้ความต้องการ ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบัน มีความต้องการใช้ ยาฟาวิพิราเวียร์ ประมาณ 3 แสนเม็ดต่อวัน หรือ 9 ล้านเม็ดต่อเดือน

ล่าสุด องค์การเภสัชกรรม ได้ดำเนินการผลิต วิจัย พัฒนา และผลิตเอง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว   

  • ผลิต'ยาฟาวิพิราเวียร์'ในไทยพร้อมใช้ ส.ค.นี้

ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฏกกุล  ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ องค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงยาฟาวิพิราเวียร์ : ยาหลักในการดูแล ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเตรียมการผลิตใช้ได้ ว่า กระบวนการยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) (200 มิลลิกรัมต่อเม็ด)  ที่ทาง องค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินการผลิตนั้น คาดว่าจะออกสู่ประชาชนในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งเบื้องต้นกำลังการผลิตจะผลิตได้ประมาณ 2-4 ล้านเม็ดต่อเดือน ที่โรงงานขององค์การฯ ที่ถนนพระราม 6 และจะขยายกำลังการผลิตไปยังโรงงานผลิตยาที่ คลอง 10 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

องค์การฯ ได้มีการพัฒนา ยาฟาวิพิราเวียร์ ตั้งแต่ประมาณเดือนเม.ย.2563 โดยมีการพัฒนาสูตรตำรับ และมีการตรวจสอบคุณภาพที่ผลิตขึ้น ว่ามีความคงตัวดีหรือไม่ รวมถึงมีประสิทธิผลในการรักษาเทียบเท่ากับยาต้นแบบจากประเทศญี่ปุ่นหรือไม่

“จากการให้อาสาสมัครสุขภาพดีรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ที่ผลิตขึ้น และยาต้นแบบ หลังจากนั้นมีการเจาะเลือดเพื่อวิเคราะห์หาปริมาณยาเข้าสู่กระแสเลือด  พบว่า ทั้งความคงสภาพ ชีวประสิทธิผลและชีวสมมูลของยาที่ผลิตขึ้นมีความเทียบเท่ากับยาต้นแบบ จึงได้นำข้อมูลทางด้านประสิทธิภาพตัวยา และข้อมูลผลของศึกษาชีวประสิทธิผลและชีวสมมูลของยา ไปยื่นให้อย.ตรวจสอบ และอย.ก็ขึ้นทะเบียนให้แก่ยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อรับรองว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ภญ.นันทกาญจน์ กล่าว

ทั้งนี้ ยาดังกล่าว ยาฟาวิพิราเวียร์ ที่ผลิตเองในไทยมีราคาที่ถูกกว่ายานำเข้ามาจากประเทศครึ่งหนึ่ง และมีอายุการใช้งาน 2 ปี

  • ผู้ป่วยโควิด 1 ราย ใช้ 'ยาฟาวิพิราเวียร์' ประมาณ 70 เม็ด

ภญ.นันทกาญจน์ กล่าวเท่าที่ทราบข้อมูลนั้น พบว่า ผู้ป่วยโควิด 1 ราย จะใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ประมาณ 70 เม็ด  ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำหนักของผู้ป่วย และอาการความรุนแรงของโรค โดยใน 1 วันจะมีผู้ป่วยที่ต้องการใช้ยา ประมาณ 3 แสนเม็ดต่อวัน หรือ 9 ล้านเม็ดต่อเดือน กำลังการผลิตขององค์การฯ ในขณะนี้ อาจจะยังไม่สามารถชดเชยการนำเข้าได้ทั้งหมด แต่เรียกได้ว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายการนำเข้าได้ส่วนหนึ่ง เพราะต้องยอมรับว่ายาฟาวิพิราเวียร์ที่นำเข้าราคาค่อนข้างสูง

“เดิมมีการนำเข้ายาจากต่างประเทศอย่างเดียว การที่เราสามารถผลิตได้เองจะช่วยลดการนำเข้า ลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งในอนาคตเราจะมีการพัฒนาสังเคราะห์วัตถุดิบในการผลิตยา ซึ่งในปัจจุบันต้องนำเข้าทั้งหมด หากทำได้ทุกกระบวนการ เราก็จะสามารถผลิตยาที่มีคุณภาพ และบริหารจัดการช่วยดูแลผู้ป่วยโควิดได้

ดังนั้น อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นและมั่นใจว่าคุณภาพยาฟาวิพิราเวียร์ที่ผลิตในไทยมีคุณภาพไม่ได้แตกต่างจากยานำเข้าจากต่างประเทศ เราผลิตในโรงงานที่ได้มาตรฐานระดับประเทศ และถ้ามีการระบาดหนักในประเทศ อนาคตนอกจากเราผลิตยาได้เอง เราสังเคราะห์วัตถุดิบได้เอง เราก็สามารถนำมาใช้ในประเทศได้อย่างทันที”ภญ.นันทกาญจน์ กล่าว

  • ฝากควรซื้อยาตามคำสั่งแพทย์ เภสัชกรจ่ายยา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทย ได้มีการนำ ‘ยาฟ้าทะลายโจร’ มาใช้ควบคู่กับ ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ ในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 และเป็นการลดนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์ ในเดือนส.ค.นี้ จะมีการผลิตยาดังกล่าวใช้เองในประเทศ จะลดต้นทุนการนำเข้ามากขึ้น

ภญ.นันทกาญจน์  กล่าวต่อไปว่า อยากฝากประชาชนทุกคน การใช้ยาควรเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์ และให้เภสัชกรจ่ายยาให้ หากจำเป็นต้องไปซื้อยาฟ้าทะลายโจรมาใช้เอง หรือยาอื่นๆ ควรไปซื้อตามร้านยา เพื่อให้ได้รับคำปรึกษา แนะนำ อย่าซื้อยามาใช้เอง เพราะหากใช้ผิดวิธี อาจจะทำให้เกิดอาการดื้อยาได้ 

ยาฟาวิพิราเวียร์ ที่องค์การฯ ผลิตขึ้นนี้ จะนำมาใช้รักษา ผู้ป่วยโควิด 19 ไม่มีการจัดจำหน่ายในร้านขายยา ฉะนั้น เวลาไปซื้อยารับประทานเองควรอ่านเอกสารกำกับยา และสอบถามจากเภสัชกรรม เพื่อให้ได้ขอคำแนะนำ ในการใช้ยาที่ถูกต้อง ดีกว่าไปซื้อเองตามอินเทอร์เน็ต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: ส.ค.ไทยผลิต'ยาฟาวิพิราเวียร์'ได้ในประเทศ

                     ควรใช้หรือไม่? 'ยาฟาวิพิราเวียร์' แก่ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวในรพ.สนาม

                     สธ.จัดหา 'ยาฟาวิพิราเวียร์' 16 ล้านเม็ด ก.ค.นี้

  • 'ยาฟาวิพิราเวียร์' มีฤทธิ์ต้านไวรัส แนะวิธีการใช้ยา

ยาฟาวิพิราเวียร์ มีฤทธิ์ต้านไวรัสในกลุ่ม RNA virus ได้หลากหลายชนิด เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza virus), ไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อย (foot-and-mouth disease virus), ไวรัสไข้เหลือง (yellow fever virus) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องกับไวรัสที่ก่อโรคในคนอีกหลายชนิด

โดย ลักษณะการออกฤทธิ์ของฟาวิพิราเวียร์ คือ ตัวยาจะมีฤทธิ์ในการเข้าไปเปลี่ยนแปลงเอนไซม์ภายในเซลล์ของร่างกาย เพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนไวรัส นอกจากนี้สารสำคัญจากตัวยา ยังทำให้เกิดการสร้างสารพันธุกรรมอาร์เอนเอของไวรัสที่ผิดปกติ และทำให้ไวรัสตาย ทั้งนี้ ยาฟาวิพิราเวียร์เมื่อกินเข้าไปแล้วจะไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ของคนและสัตว์

ยานี้ถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ดีเกือบสมบูรณ์ เกิดระดับยาสูงสุดภายใน 1 ชั่วโมง (ช่วงตั้งแต่ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง) จากนั้น ยาจะถูกเปลี่ยนสภาพที่ตับให้กลายเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์และถูกขับออกทางปัสสาวะได้

  • การใช้ "ยาฟาวิพิราเวียร์" ในกลุ่มผู้ป่วยโควิด 19

สำหรับ ยาฟาวิพิราเวียร์ มีชื่ออื่นว่า T-705 ส่วนชื่อการค้าคือ Avigan และ Favilavir  มีลักษณะโครงสร้างเป็นอนุพันธ์ไพราซีนคาร์บอกซาไมด์ (pyrazinecarboxamide derivative) ค้นพบโดย บริษัทฟูจิฟิล์ม โตยามะ เคมิคอล (Toyama Chemical Co., Ltd) ในประเทศญี่ปุ่น และได้รับอนุมัติให้ใช้ในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2557 เพื่อใช้รักษาโรคไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ยาอื่นไม่ได้ผล

 โดยยานี้ เคยใช้รักษา ไวรัสอีโบลา (Ebola virus) ก่อนจีนอนุมัติให้ใช้รักษาโควิด-19 ในช่วงปี พ.ศ. 2557 ถึง 2559 ในแถบอาฟริกาตะวันตก จากข้อมูลในอดีตมีผู้ใช้ยานี้ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครสุขภาพดี ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่และผู้ป่วยโรคอีโบลา มีจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000 คน พบว่า ยามีความปลอดภัย

วิธีการใช้ ยาฟาวิพิราเวียร์  โดยทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่โดยขนาดการรับประทาน 1,600 มิลลิกรัม วันละสองครั้งในวันแรก และ 600 มิลลิกรัม วันละสองครั้งในวันที่ 2 ถึงวันที่ 5 ระยะเวลาการรักษาโดยรวมคือ 5 วัน[39] ด้วยยาเม็ดขนาด 200 มิลลิกรัม ดังนั้นจึงต้องรับประทาน (1600 x 2 + 600 x 2 x 4) มก. / 200 มก. = 40 เม็ดต่อคน ผลจากการได้รับยาในปริมาณสูงยังคงอยู่ระหว่างการศึกษา

 ในการศึกษาแรก (โดย Beijing Chaoyang Hospital ร่วมกับ Union Hospital และ Jinyintan Hospital) เริ่มลงทะเบียนรับ ผู้ป่วยโควิด-19 เข้าร่วมในการศึกษาเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน เพื่อให้ ฟาวิพิราเวียร์ รับประทานวันละ 2 ครั้ง ขนาดยาที่ทำการศึกษาคือ 1,600 มิลลิกรัม, 1,800 มิลลิกรัม และ 2,400 มิลลิกรัม ให้ยานาน 10 วัน

บางการศึกษาจะมีการเปรียบเทียบการใช้ ยาฟาวิพิราเวียร์ กับ lopinavir/ritonavir หรือ baloxavir marboxil ขณะนี้ ยาฟาวิพิราเวียร์จึงเป็นยาตัวหนึ่งที่เป็นความหวังสำหรับใช้รักษา โควิด-19

นอกจากนั้น ยาดังกล่าวจะมีความเป็นพิษต่อทารกในครรภ์ ได้รับการยืนยันในการศึกษาในสัตว์ทดลอง และมีข้อห้ามใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และหญิงที่สงสัยว่าตั้งครรภ์ และควรคุมกำเนิดในช่วงเวลาระหว่างได้รับยาจนถึง 7 วันภายหลัง