โควิด-19 ปลุกกระแส ‘สมุนไพรไทย’ ผู้บริโภครักสุขภาพ เสริมเกราะป้องกันโรค

สมุนไพรไทยฮิตติดลมบน คนแห่ซื้อเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย ห่างไกลโควิด-19 กระเทือนราคาวัตถุดิบ ‘ฟ้าทะลายโจร’ กระชายขาว พุ่งกระฉูด ผู้ประกอบการเร่งบริหารจัดการต้นทุน

นับตั้งแต่โรคโควิด-19 ระบาด ส่งผลให้ประเด็น “สุขภาพ” กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยตระหนักมากขึ้น จึงส่งผลให้การหาซื้อหยูกยา ยาสมุนไพรได้รับความนิยม หนึ่งในนั้นคือ ฟ้าทะลายโจรขายดีจนขาดตลาด ประกอบกับประกาศราชกิจจานุเบกษา เพิ่มฟ้าทะลายโจรขึ้นบัญชียาหลัก รักษาผู้ป่วยโควิด จึงมีผลต่อความต้องการของตลาดและประชาชน 

ทั้งนี้ สถานการณ์สมุนไพรไทย ไม่ได้แค่ฮิตติดลมบนในประเทศ แต่ตลาดต่างประเทศ ก็ให้ความสนใจเช่นกัน ชนรรค์ สมบูรณ์เวชชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด ฉายภาพว่า ไม่เพียงเทรนด์ผู้บริโภคที่มีความต้องการยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เมื่อถูกขึ้นบัญชียาหลักรักษาโควิดเบื้องต้น โรงพยาบาลต่างๆ ก็มีความต้องการ และซื้อยาสมุนไพรดังกล่าวไปใช้มากขึ้นด้วย 

นอกจากนี้ ไม่เพียงแค่ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่ได้รับความนิยม แต่สมุนไพรอื่นๆ เช่น กระชายขาว ขมิ้นชัน ขิง ฯ ผู้บริโภคก็มีความต้องการเช่นกัน เนื่องจากมองสรพคุณในการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย 

สำหรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อตลาดสมุนไพรหลายมิติ อย่างแรกสมุนไพรยอดนิยม เช่น กระชายขาว และฟ้าทะลายโจร “ขาดตลาด” ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตยาสมุนไพรปรับตัวสูงขึ้น อย่าง ฟ้าทะลายโจรที่ผ่านมาเคยจำหน่ายในราคา 70-80 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) แต่ช่วงทำราคาสูงสุดเคยแตะ 300 บาทต่อกก. 

ขณะที่ปริมาณวัตถุดิบออกสู่ตลาดยังขึ้นกับเกษตรกรในการจัดสรรพื้นที่เพื่อเพาะปลูกด้วย แต่ละปีแตกต่างกันไป ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณผลผลิตต่อปีได้ชัดเจน ผู้ประกอบการจึงแข่งขันสูงเพื่อหาวัตถุดิบมาผลิตยา ปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุน” ของผู้ประกอบการให้ปรับตัวสูงขึ้นด้วย 

นอกจากนี้ เมื่อโรคโควิด-19 ยังระบาด ผู้ประกอบการยังมีค่าใช้จ่ายในการดูแล การตรวจเชื้อไวรัสให้พนักงาน รวมถึงหากพบผู้ติดเชื้อจะต้องให้กักตัว โดยยังจ่ายค่าจ้าง 

“บริษัทมีพนักงาน 150 คน เราดูแลเข้มข้นด้วยการเตรียมมอาหารไว้ให้รับประทาน ลดการออกไปข้างนอกให้น้อยที่สุด มีการจ่ายค่าตรวจเชื้อโควิดให้พนักงาน หรือดึงห้องปฏิบัติการ(แล็บ)จากภายนอกมาตรวจที่บริษัทด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่ให้โรงงานต้องเกิดการชัตดาวน์” 

มิติด้านความต้องการตลาด ฝั่งผู้บริโภคต้องการยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรสูงมาก และมีผู้ป่วยที่โทร.มาสั่งซื้อสินค้า ทำให้บริษัทต้องตรวจสอบลูกค้าอย่างละเอียด เพื่อช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง และป้องกันการซื้อไปกักตุนสินค้า หรือนำไปเก็งกำไรต่อ ส่วนร้านขายยาซึ่งพันธมิตรและช่องทางจำหน่ายสำคัญ 7,000-8,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสั่งสินค้าเข้ามาจำนวนมาก และบริษัทยังค้างการส่งเช่นกัน รวมถึงโรงพยาบาลที่มีออเดอร์ฉุกเฉิน ฯ บริษัทจึงพยายามบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น 

นอกจากนี้ โควิด-19 ยังเป็นปฏิกิริยาเร่งให้การสั่งยาสมุนไพรผ่านออนไลน์เติบโตขึ้นมาก เดิมบริษัทมียอดขายช่องทางดังกล่าว 2-3% ปัจจุบันเพิ่มเป็น 7-8% 

“ช่วงเวลากว่า 1 ปีที่โควิดระบาด ลูกค้าสั่งยาสมุนไพรผ่านออนไลน์สูงมาก และพบว่ามีผู้ป่วยโควิดด้วย บริษัทจึงต้องพิจารณาการจำหน่ายสินค้าเป็นรายๆ ให้กับผู้ที่ต้องการจริงๆ เพื่อช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อไวรัส” 

    ชนรรค์ เผยเทรนด์ตลาดสมุนไพรไทยได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศมากขึ้น เมื่อลูกค้าประเทศออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ค ลาวและเมียนมา มีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่ม โดยระบุโปรดักท์ชัดเจน เช่น เมียนมา ต้องการขมิ้นชัน เช็คต้องการฟ้าทะลายโจร เป็นต้น ส่งผลให้ยอดขายครึ่งปีแรกเท่ากับปีก่อน ซึ่งทำเงิน 3-4 ล้านบาท 

ด้านยอดขายรวมปีนี้ บริษัทไม่ตั้งเป้าหมาย จากปกติโต 5-10% ต่อเนื่อง เพราะภายใต้วิกฤติโควิด-19 การบริหารจัดการต้นทุนที่สูงขึ้นสำคัญมาก รวมถึงหาวัตถุดิบมาผลิตยาต่อเนื่อง แผนปี 2564 บริษัทจะออกสินค้าใหม่ 3-4 รายการ แต่ต้องเบรกเป็นครั้งแรก เพื่อโฟกัสการบริหารจัดการวัตถุดิบที่ยังขาดแคลน