รู้จัก 4 กลุ่มผู้บริโภคหนุน 4 เทรนด์เอเชีย โดยผู้บริโภคไทยใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านช่วงเวลานี้ลดลง และมีแนวโน้มว่าการรับประทานอาหารนอกบ้านจะได้รับความนิยมน้อยลงหลังจากการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง
เอเชียแปซิฟิกถูกพูดถึงในฐานะภูมิภาคขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมานานแล้ว ผู้มีส่วนสำคัญอยู่เบื้องหลังคือผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า การเรียนรู้แนวทางการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายได้ก่อนย่อมทำให้ธุรกิจได้เปรียบ
ธันนีย์ สินบุริมสิทธิ์ รองหุ้นส่วน บริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี เล่าถึงกลุ่มผู้บริโภคอันหลากหลายของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไว้อย่างน่าสนใจ "กลุ่มผู้บริโภคที่มีส่วนในการผลักดันอัตราการเติบโตของผู้บริโภคและเป็นที่น่าจับตา คือ กลุ่มคนโสดที่อาศัยคนเดียว กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มพลเมืองดิจิทัล และกลุ่มผู้หญิง"
กลุ่มคนโสดที่อาศัยอยู่คนเดียว เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสัดส่วน 15%-35% ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชีย (อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ สิงคโปร์) และประเทศจีน ธุรกิจจึงมองหาสินค้าและบริการใหม่ๆเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนโสดที่อาศัยคนเดียว หรือ เศรษฐกิจของกลุ่มคนเหงา (lonely economy) รวมถึงเติมเต็มความต้องการการมีเพื่อนในรูปแบบใหม่ๆ เทรนด์ใหม่ที่เกิดจากผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ การเลี้ยงสัตว์ อาหารสำเร็จรูป บริการจัดส่งอาหาร ขณะเดียวกันอุปสงค์ด้านความบันเทิงดิจิทัล การรับประทานอาหารและท่องเที่ยวคนเดียวมีอัตราสูงขึ้น ตลาดความงามและสุขภาพยังเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสนใจการดูแลสุขภาพจิตใจและวิถีชีวิตที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น
กลุ่มผู้สูงอายุ คือกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป การเติบโตของการบริโภค 2 ใน 3 ของกลุ่มประเทศเอเชียที่พัฒนาแล้ว และ 1 ใน 3 ของการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคมาจากกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ขณะนี้เปลี่ยนพฤติกรรมหันมาซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ธุรกิจต่างๆอาจจำเป็นต้องปรับรูปแบบธุรกิจโดยการเพิ่มช่องทางออนไลน์และพิจารณาปรับลดปริมาณสาขาหน้าร้าน ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องประเมิน คือการเปลี่ยนแปลงด้านกำลังซื้อของกลุ่มผู้สูงอายุในแต่ละประเทศทั่วทั้งเอเชียที่มีความหลากหลายมาก
กลุ่มพลเมืองประชากรดิจิทัล ผู้บริโภคส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้ คือ กลุ่ม Gen Z และ ชาวมิลเลนเนียล ที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2523-2555 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของการบริโภคในเอเชียและมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอีก 20%-30% ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ใช้เวลาในการเล่นโทรศัพท์มากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอ
นอกจากนี้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังพยายามหาช่องทางในการหาแหล่งรายได้เพื่อซื้อสินค้าและบริการที่ต้องการ โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลในปัจจุบันทำให้สามารถกู้ยืมได้สะดวกมาก ภาวะตึงเครียดด้านการเงินกำลังส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เช่น ในประเทศจีนที่ 30% ของหนี้ที่เกิดใหม่เป็นหนี้ที่พลเมืองประชากรดิจิทัลนำมาชำระหนี้เดิม ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยและสิงคโปร์เช่นกัน
กลุ่มผู้หญิง เศรษฐกิจที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชากรหญิงจะช่วยสร้างกำลังการบริโภคได้ ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากกลุ่มแรงงานผู้หญิงมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นก็จะสามารถสร้างรายได้ที่ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ช่วยเหลือตัวเองได้ ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศเกิดใหม่ กลุ่มแรงงานผู้หญิงมีบทบาทเพิ่มขึ้น 2% - 6%
ส่วนลักษณะที่โดดเด่นของผู้บริโภคชาวไทย ตัวแทนจากแมคคินซี่เผยว่า ช่องทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือได้รับความนิยมในประเทศไทยกว่า 70% ผู้บริโภคชาวไทยใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียสูง (ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีจำนวนผู้ใช้ไลน์มากเป็นอันดับ 2 และเฟซบุ๊กเป็นอันดับ 8 ของโลก) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซในไทยมีขนาดเกือบเทียบเท่าตลาดอีคอมเมิร์ซเลยทีเดียว
- 4 เทรนด์สำคัญในไทย และเอเชีย
"แม้ว่าตลาดของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน แต่ 4 เทรนด์สำคัญที่เราพบทั้งในประเทศไทยและเอเชียนับตั้งแต่ปี 2563 ได้แก่ การเปลี่ยนช่องทางการซื้อสินค้า ความคุ้มค่าทางการเงิน การให้ความสำคัญกับสุขภาพ สุขอนามัย การหันมาใช้สินค้าและวัตถุดิบท้องถิ่น และการลดความภักดีต่อแบรนด์"
เทรนด์แรก คือ การเปลี่ยนช่องทางการซื้อสินค้า ผู้บริโภคเปลี่ยนมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นใน 6 จาก 7 ประเทศเอเชีย โดยมีอัตราการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น
ผู้บริโภคไทยใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านช่วงเวลานี้ลดลง และมีแนวโน้มว่าการรับประทานอาหารนอกบ้านจะได้รับความนิยมน้อยลงหลังจากการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง ในขณะเดียวกันผู้บริโภคไทยช้อปปิ้งผ่านช่องทางค้าปลีกอื่นๆ อาทิ ช่องทางออนไลน์และห้างสรรพสินค้าถี่ขึ้นราว 50%
เทรนด์ที่สอง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากความกังวลด้านรายได้ครอบครัวจึงมีการลดการใช้จ่ายลงตามสถานการณ์ตลาดเอเชียในปัจจุบัน
การแพร่ระบาดสร้างความกังวลให้ผู้บริโภคไทยราว 70% ในด้านความมั่นคงด้านการเงินของครอบครัว ซึ่งต่างจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่มีเพียง 20% ผู้บริโภคชาวจีน 30% และผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย 55% ที่กังวลกับผลกระทบจากโควิด 19 ที่มีต่อรายได้ครัวเรือน
เทรนด์ที่สาม ผู้บริโภคในเอเชียให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น รวมถึงความสะอาด ความปลอดภัยของอาหาร เช่นเดียวกับ การหันมาใช้สินค้าและวัตถุดิบท้องถิ่น
ในประเทศไทย ผู้บริโภคราว 80% ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสินค้าหลังการแพร่ระบาดโควิด 19 เช่นเดียวกับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น 10% ผู้บริโภคชาวจีนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารมีมากถึง 70% และผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย 80%
เทรนด์ที่สี่ ผู้บริโภคชาวไทยมีความภักดีต่อแบรนด์สินค้าลดลง เนื่องจากผู้บริโภคเปลี่ยนช่องทางการซื้อสินค้าและหันไปซื้อสินค้าแบรนด์อื่นๆ ซึ่งสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อธุรกิจค้าปลีก
70% ของผู้บริโภคชาวไทยหันไปซื้อสินค้าแบรนด์ใหม่และแบรนด์ทางเลือกมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เลือกบริโภคสินค้าที่ซื้อง่ายในช่วงเกิดการแพร่ระบาด
จากข้อมูลที่ได้ ธุรกิจค้าปลีกควรปรับแนวทางหันมานำเสนอและขายสินค้าบริการที่เน้นสุขภาพ มาจากท้องถิ่นและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าที่หน้าร้านหรือการจัดส่ง เปิดผู้บริโภคสามารถใช้เทคโนโลยี เช่น การสามารถกดชำระเงินและโอนเงินได้ด้วยตัวเองเองเพื่อลดความเสี่ยง ทั้งหมดนี้เพื่อตอบสนองกับความคาดหวังของผู้บริโภค


