วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

ย้อนรอย"หุ้นไทย"ฝ่าวิกฤตโควิด

การระบาดของโควิด-19 กลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันหุ้นไทยในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อในประเทศครั้งแรก เมื่อต้นเดือน ม.ค. ปี 2563 ก่อนที่จะค่อยๆ ลุกลามหนักขึ้น จนต้องมีการประกาศยกระดับมาตรการคุมเข้มในหลายๆ ครั้ง

ซึ่งแน่นอนว่าทุกรอบที่ภาครัฐมีมาตรการออกมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องมีการปิดกิจการ ห้ามทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ซบเซาตามๆ กันไป ส่วนตลาดหุ้นไม่ต้องพูดถึง เพราะอ่อนไหวอยู่แล้ว พอมีข่าวออกมาปุ๊บ ก็มีแรงขายออกมาแทบจะทันที

หากย้อนรอยกลับไปดูหุ้นไทยตั้งแต่มีการระบาดของโควิด ปรับตัวลดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2563 หลังจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศค่อยๆ เพิ่มขึ้น และลงมาทำจุดต่ำสุดในรอบ 8 ปี หลุดระดับ 1,000 จุด เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2563 ทรุดหนักตามตลาดโลก หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งโลกเริ่มเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

เมื่อสถานการณ์ดูไม่ค่อยสู้ดี รัฐบาลจึงประกาศ “ล็อกดาวน์” ครั้งแรก เพื่อยัยยั้งโรคระหว่าง ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.-3 พ.ค. 2563 รวม 38 วัน โดยมีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกจากบ้าน ตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. ห้ามเข้าและปิดพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรค สั่งห้ามชุมนุม ปิดการเข้าออกประเทศ ถือเป็นยาแรงที่ภาครัฐหวังว่า จะ “เจ็บแล้วจบ”

ปรากฏว่ายาแรงรอบนี้ค่อนข้างได้ผล สถานการณ์เริ่มดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มชะลอตัวลง นำมาสู่การคลายล็อกดาวน์ ประชาชนได้เริ่มกลับมาใช้ชีวิตกันได้ตามปกติอีกครั้ง สอดคล้องกับตลาดหุ้นที่ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง ล้อไปกับข่าวความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนโควิด ซึ่งเปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่จะช่วยยับยั้งโรคระบาดในครั้งนี้

เหมือนทุกอย่างกำลังเริ่มจะดีขึ้นแล้ว แต่กลับมีการระบาดรอบใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่ตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2563 คาบเกี่ยวไปถึงต้นปี 2564 โดยพบการติดเชื้อจำนวนมากในกลุ่มแรงงานต่าวด้าว ก่อนกระจายออกไปในหลายจังหวัด ทำให้บรรบยากาศช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ซบเซาทันที

โดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ตัดสินใจประกาศล็อกดาวน์สมุทรสาครเป็นเวลากว่า 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2563 ยาวมาถึง 31 ม.ค. 2564 ซึ่งบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ความกังวลต่อการประกาศล็อกดาวน์ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร กดดันดัชนี SET Index ลงมา 6.34% ในช่วงวันที่ 18 ธ.ค.-22 ธ.ค. 2563 จากระดับ 1,482 จุด มาทำจุดต่ำสุดที่ 1,388 จุด

จนมาถึงการระบาดระลอกที่ 3 ในช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งรอบนี้มีจุดเริ่มต้นจากคลัสเตอร์สถานบันเทิงแถวทองหล่อ โดยผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเร็วกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา หลังพบเชื้อสายพันธุ์อัลฟา หรือ สายพันธุ์อังกฤษ ที่มีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น

ต่อมา ศบค. ได้มีการประกาศแบ่งโซนพื้นที่ควบคุมโควิด เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2564 โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ พื้นที่สีแดง 18 จังหวัด และพื้นที่สีส้ม 59 จังหวัด พร้อมด้วยมาตรการที่คุมเข้มขึ้นอีกครั้ง อย่างเช่นร้านอาการในพื้นที่สีแดงเปิดทานในร้านได้ถึง 21.00 น. และห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ความกังวลก่อนที่จะมีมาตรการรอบนี้ กดดัน SET Index ดิ่งลง 4.79% จากระดับ 1,606 จุด เมื่อวันที่ 2 เม.ย. มาทำจุดต่ำสุดที่ 1,529 จุด เมื่อวันที่ 16 เม.ย.

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ติดเชื้อตลอดช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายพันคนต่อวัน และจ่อทะลุ 1 หมื่นรายแล้ว เรียกว่าสถานการณ์เวลานี้กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดย ศบค. ยอมรับว่าเวลานี้เป็นการระบาดรอบที่ 4 แล้ว หลังเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ “เดลตา” หรือ “อินเดีย” กำลังครองเมือง

จนต้องมีการประกาศพื้นที่คุมเข้มสูงสุด 10 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ก็ยังคุมไม่อยู่ จน ศบค. ต้องเรียกประชุมด่วนเมื่อวันที่ 9 ก.ค. เพื่อออกมาตรการที่แรงขึ้น

ความกังวลต่อมาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่ กดดันให้หุ้นไทยในช่วงวันที่ 7-8 ก.ค. ที่ผ่านมา ปรับตัวลงไป 47.76 จุด หรือ 3.02% เพราะยังไม่รู้ว่ามาตรการครั้งนี้จะแรงแค่ไหน? จะกลับไปคุมเข้มเมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2563 หรือไม่?

แต่ในที่สุดเมื่อ ศบค. ประกาศมาตรการออกมา ตลาดหุ้นเด้งกลับทันที โดยปิดการซื้อขายเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ 1,552.09 จุด เพิ่มขึ้น 8.42 จุด หรือ 0.55% หลังได้เห็นรายละเอียดของมาตรการที่จะนำมาใช้ ไม่ต้องมานั่งคาดเดาอีกต่อไป ส่วนถามว่าอนาคตหุ้นไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร? คงยากที่จะคาดเดา ต้องขึ้นอยู่กับว่ายาแรงหม้อนี้จะคุมโควิดได้ดีแค่ไหน