ดัชนีหุ้นไทยร่วงหนัก 32.93 จุด ผวาล็อกดาวน์ประเทศ โบรกฯ เชื่อไม่หลุด 1,500 จุด แนะถือเงินสดรอช้อนหุ้นช่วงตลาดปรับฐาน แต่ระยะกลางยาว แนะนำซื้อหุ้นอิงเศรษฐกิจต่างประเทศ เหตุแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่า ฝั่งค่าเงินบาทอ่อนค่าสูงสุดในรอบ 14 เดือน
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (8 ก.ค.) ปรับตัวลงตั้งแต่เปิดตลาดและร่วงแรง 36.04 จุด ในช่วงบ่ายก่อนกลับมาปิดที่ 1,543.67 จุด ลดลง 32.93 จุด หรือ 2.09% มูลค่าการซื้อขายรวม 110,954.67 ล้านบาท จากความกังวลล็อกดาวน์ คุมโควิดหลังผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,863.98 ล้านบาท กลุ่มนักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 1,016.20 ล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 4.59 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 2,884.77 ล้านบาท
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงจากความกังวลตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งแตะ 7,000 รายเป็นครั้งแรก โดยกว่า 70% ของผู้ติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร เป็นการติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้า เช่นเดียวกับ 50% ของผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัด รวมถึงปัจจัยกดดันจากกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรงเป็นลำดับที่ 2 ของภูมิภาค เป็นรองเพียงตลาดหุ้นฮ่องกง
ทั้งนี้ หากรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศตามรายงานข่าว ที่ออกมาคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2564 จะติดลบเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ไม่มีการล็อกดาวน์ และจะส่งผลต่อเนื่องมายังกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้ปรับตัวลง หรือฟื้นตัวได้ช้ากว่าคาดการณ์ จากเดิมถูกผลกระทบจากมาตรการแบ่งโซนสีในเดือน เม.ย. และมาตรการคุมเข้ม 10 จังหวัดล่าสุดในช่วงปลายเดือน มิ.ย. โดยคาดว่าหากรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์จะส่งผลให้กำไรบจ.ไตรมาส 3 เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ และคาดว่าจะเห็นการทยอยปรับประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ในช่วงเดือน ส.ค.
คาดหุ้นร่วงต่อ 2-3 วัน
ขณะที่ ผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นปรับตัวลงราว 2-3 วันทำการ โดยมองแนวรับไม่เกิน 1,510 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของเส้นค่าเฉลี่ย (EMA) 200 วัน แต่มีโอกาสฟื้นตัวอยู่ภายใต้สมมติฐานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันทยอยลดลงภายหลังการล็อกดาวน์ ส่วนระยะสั้น คาดว่าตลาดหุ้นจะเผชิญความผันผวนจนกว่ามาตรการล็อกดาวน์จะมีความชัดเจน
ดังนั้น การลงทุนจึงแนะนำเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) ให้มากขึ้น โดยเน้นกลุ่มหุ้นที่มีความปลอดภัยทนทาน (Defensive) ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และกลุ่มโรงไฟฟ้า บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) รวมถึงหุ้นแนวโน้มกำไรครึ่งหลังฟื้นตัว บมจ.เอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS) และ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) โดยแนะนำถือหุ้นราว 75% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด ส่วนอีก 25% แนะนำถือเงินสดเพื่อเข้าซื้อหุ้นช่วงตลาดย่อตัวใกล้แนวรับ 1,510 จุด
บล.ซีไอเอ็มบีฯ คาดรัฐรับข้อเสนอ สธ.
นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า คาดว่ารัฐบาล จะประกาศล็อกดาวน์ตามคำแนะนำของแพทย์และนโยบายที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นำเสนอ ภายหลังจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศและจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) และคาดว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลง รับปัจจัยลบมาอยู่ที่ 1,530-1,520 จุด ตามลำดับ หรือปรับลงจากจุดสูงสุดของปีนี้ประมาณ 6.6-7.2% ใกล้เคียงกับการปรับลงของตลาดหุ้นในภูมิภาคที่เผชิญสถานการณ์เดียวกัน
อย่างไรก็ดี คาดว่าดัชนีจะปรับลงเพียง 1 วันทำการ และคาดหวังการฟื้นตัวในวัดถัดไป เพราะตลาดหุ้นทยอยตอบรับปัจจัยลบไปบ้างแล้ว สะท้อนจากการปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา (7-8 ก.ค.) แต่การฟื้นตัวอยู่ภายใต้สมมติฐานจำนวนผู้ติดเชื้อจะทยอยลดลงในช่วง 14 วันที่ล็อกดาวน์ ขณะที่การลงทุนมองการปรับตัวลงตอบรับข่าวล็อกดาวน์เป็นโอกาสเข้าซื้อลงทุน โดยแนะนำซื้อเก็งกำไรกลุ่มหุ้นที่ราคาถูกผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อรับการฟื้นตัวในระยะถัดไป เช่น กลุ่มโรงแรม กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มห้างสรรพสินค้า
แต่การลงทุนระยะกลาง-ยาว แนะนำซื้อกลุ่มหุ้นที่อิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจต่างประเทศ (Global Play) เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวจากการทยอยเปิดประเทศ ส่งผลให้ความต้องการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มโรงกลั่น และกลุ่มปิโตรเคมี ส่วนหุ้นอิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) คาดว่าจะต้องใช้เวลากว่าที่จะฟื้นตัว เพราะคาดว่ารัฐบาลจะไม่สามารถเปิดประเทศได้ภายใน 90 วันที่เหลือจากเป้าหมายที่ประกาศเอาไว้ภายใน 120 วัน
"หยวนต้า" ชี้ล็อกดาวน์หุ้นปรับฐานวันเดียวจบ
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทประเมินผลกระทบจากต่อตลาดหุ้น 3 กรณี ได้แก่ 1. กรณีล็อกดาวน์ในพื้นที่วงกว้างขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด (ยังเปิดภาคการผลิตตามปกติ) คาดว่าแนวรับดัชนีที่บริเวณ 1,550 จุดจะยังทำงานได้ดี 2. กรณีล็อกดาวน์ทั้งประเทศ คาดว่าดัชนีจะอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับถัดไปที่กรอบ 1,540-1,530 จุด ตามลำดับ ก่อนจะฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง และ 3. กรณียังไม่มีการยกระดับมาตรการควบคุม คาดว่าดัชนีจะแกว่งออกด้านข้างในกรอบกว้าง 1,550-1,600 จุด โดยจะขึ้นลงรายวันตามรายงานยอดผู้ติดเชื้อ-19
"หากล็อกดาวน์เราคาดว่าตลาดหุ้นจะปรับฐานลงในวันเดียวแล้วจบ แต่มีเงื่อนไหวว่าจำนวนผู้ติดเชื้อต้องลดลงในช่วงที่ล็อกดาวน์ แม้ในช่วง 1 สัปดาห์หลังล็อกดาวน์ตัวเลขจะยังพุ่งสูง คาดว่านักลงทุนยังพอรับได้ ส่วนการลงทุนคาดว่าครั้งนี้จะล็อกดาวน์ใหญ่กว่าทุกๆ ครั้ง เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูง และฐานะการเงินของประเทศแย่ลงจากกว่าตอนล็อกดาวน์ในปีก่อน ดังนั้น การลงทุนจึงแนะนำซื้อหุ้นที่งบการเงินดีจริงๆ อย่างหุ้น Global Play ในกลุ่มส่งออก กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มเดินเรือ"
"ไทยพาณิชย์" คาดไม่หลุด 1,500 จุด
นายศรชัย สุเนต์ตา กรรมการผู้จัดการ SCBS Chief Investment Office (SCB CIO) กล่าวว่า หากรัฐบาลมีการประกาศล็อกดาวน์ คาดว่าจะมีผลกระทบกับดัชนีตลาดหุ้นไทยให้มีการปรับฐานลงระยะสั้น ซึ่งเชื่อว่าดัชนีจะไม่หลุด 1,500 จุด โดยมองว่าดัชนีที่ปรับลดลงมาเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นที่ผลดำเนินงกานมีการเติบโตเนื่องจากเชื่อว่าสุดท้ายโควิดจะคลี่คลายจากการเร่งฉีดวัคซีน และถึงแม้โควิด-19 จะกลายพันธุ์แต่เชื่อว่าจะมีการพัฒนาวัคซีนขึ้นมากได้ สำหรับขณะนี้คนไทยพร้อมที่จะมีการฉีดวัคซีน เพียงรอวัคซีนที่สั่งซื้อมาส่งมอบ ดังนั้นเชื่อว่าหากมีความชัดเจนวัคซีนมากขึ้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีการฟื้นตัวที่แรงและเร็ว
อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์แพร่ระบาดที่ยังสูงในประเทศเกิดใหม่ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีการฉีดวัคซีนที่มีความคืบหน้า เศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวได้ดี จึงแนะนำนักลงทุนเน้นลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่หากไทยมีความชัดเจนเปิดประเทศ ก็ค่อยปรับพอร์ตทยอยสะสมหุ้นไทยเพิ่ม
"การจัดพอร์ตแนะลงทุนหุ้น 60-65% เน้นหุ้นต่างประเทศเป็นหลักโดยเฉพาะอเมริกา จีน ยุโรป ญี่ปุ่น ที่เหลือกระจายลงทุนตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกโดยยกเว้นทองคำ"
เงินบาท "อ่อนค่า" สุดรอบ 14 เดือน
เงินบาทปิดตลาดวานนี้ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ แตะระดับอ่อนค่าสูงสุดในรอบ 14 เดือนครั้งใหม่ อ่อนค่าลงจากเปิดตลาดที่ระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์ ระหว่างวันแข็งค่าสุดที่ 32.35 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าสุดที่ 32.57 บาทต่อดอลลาร์ โดยนักลงทุนเทขายเงินบาทและตลาดหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลสถานการณ์โควิดที่ยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตพิ่มมากขึ้น และกระแสข่าวยกการระดับคุมโควิดด้วยมาตรการล็อกดาวน์ทั้งประเทศรอบใหม่ จับตาที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศคบ.) ในวันนี้
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ควรระวังเงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตามความกังวลของความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจากสถานการณ์โควิด-19 ลากยาวในปีนี้ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ต่ำ ประกอบกับความผันผวนของตลาดทุนตามการถอนมาตรการซื้อพันธบัตรเพื่อฉีดสภถาพคล่องเข้าเศรษฐกิจ (QE) ในสหรัฐ
อย่างไรก็ดี เงินบาทน่าจะกลับมาแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐในปีหน้า ตามการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่มากขึ้นและตลาดทุนเริ่มรับรู้ข่าวและคลายความกังวลต่อมาตรการถอน QE ของสหรัฐ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า กว่าที่สถานการณ์การระบาดโควิด-19 จะควบคุมได้อาจใช้เวลานานกว่า 1 เดือน จึงประเมินว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง และเสี่ยงที่จะอ่อนค่าได้ถึง ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากสถานการณ์มีแนวโน้มเลวร้ายกว่าคาดพร้อมปรับประมาณการณ์เงินบาทปลายปีอ่อนค่า กว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 30.25-31.50 บาทต่อดอลลาร์





