ธุรกิจ

'ขายของออนไลน์' ต้องมี 'ต้นทุน' อะไรบ้าง ?

"ขายของออนไลน์" ใช่ว่าไม่มี "ต้นทุน" ส่อง 7 ต้นทุนเบื้องต้นที่ "พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์" ต้องรู้ และบริหารจัดการให้ดีเมื่อ "เปิดร้านออนไลน์"

"ร้านค้าออนไลน์" เปิดง่ายๆ ไม่ต้องมี "ต้นทุน" !? อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนที่หันมาทำธุรกิจในโลกออนไลน์ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมองข้าม "รายจ่าย" ที่เกิดขึ้นระหว่าง "ขายของออนไลน์" ที่จริงๆ แล้วเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย 

ดังนั้นก่อนจะเริ่มเปิดร้านค้าออนไลน์ ลองมาเช็คลิสต์กันก่อนว่า การเปิดร้านขายของออนไลน์ แบบไม่ต้องมีหน้าร้าน (ณ ที่นี้หมายถึงการเปิดร้านเอง ไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่าย) มีต้นทุนอะไรบ้างที่ต้องเตรียมรับมือ โดย "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" รวมลิสต์ 7 ต้นทุนเบื้องต้นที่คนขายของออนไลน์ส่วนใหญ่ต้องมี ดังนี้ 

 1. ค่าสาธารณูปโภค และค่าบริการต่างๆ 

ค่าน้ำ ค่าไฟ ต้นทุนสุดเบสิกที่เกิดขึ้นกับแทบทุกธุรกิจ ถึงแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้มาก แต่จำเป็นต้องนำมาคิดเป็นต้นทุนด้วย หรือแม้แต่ ค่าอินเทอร์เน็ตที่ต้องจ่ายทุกเดือน ยิ่งมีการติดต่อกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นเท่าไร  ยิ่งต้องมีต้นทุนเรื่องของค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงค่าอินเทอร์เน็ตมากตามไปด้วย

ฉะนั้นในแต่ละเดือนจะต้องมีการรวมค่าน้ำค่าไฟหรือค่าอินเทอร์เน็ตที่ใช้ในการขายของออนไลน์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่ห้ามมองข้ามเป็นอันขาด

 2. ค่าสต็อกสินค้า 

การขายของออนไลน์บางรูปแบบจำเป็นสต็อกสินค้าเพื่อให้ส่งให้กับลูกค้าได้ทันตามความต้องการ ซึ่งนี่คือต้นทุนสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องนำมาคิดเป็นต้นทุนหลักของร้าน ที่นอกจากต้นทุนในการสต็อกสินค้าแล้ว ยังอาจจะมีต้นทุนอื่นๆ ที่พ่วงมากับการสต็อกสินค้าด้วย เช่น ค่าขนส่งจากผู้ค้าส่ง ค่าเดินทางหรือค่าน้ำมันในกรณีที่เดินทางไปรับเอง เป็นต้น

ขายของออนไลน์ ต้นทุน ส่งสินค้า

 3. อุปกรณ์แพ็กสินค้า 

กล่อง เทปกาว แผ่นสติกเกอร์ติดชื่อ เครื่องปริ้นท์ชื่อขนาดเล็ก ฯลฯ ที่ต้องใช้ในการแพ็กสินค้าเพื่อจัดส่งล้วนเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นในการขายของออนไลน์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ลงได้ หากมีการบริหารจัดการที่ดี

เช่น การกำหนดราคาสินค้า ที่นำเอาค่าใช้จ่ายส่วนนี้เข้าไปคิดเป็นต้นทุนด้วย โดยอาจจะมีการบวกค่ากล่อง ค่าอุปกรณ์ยิบย่อยเข้าไปเป็นต้นทุนก่อนตั้งราคาขาย เพื่อไม่ให้ต้นทุนส่วนนี้กินกำไรที่เราควรจะได้ และลูกค้าไม่รู้สึกแพงเกินไป

 4. ค่าส่งสินค้า 

หัวใจของการขายสินค้าออนไลน์คือการส่งสินค้าเร็วทันใจ และถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย "ค่าขนส่งสินค้า" จึงเป็นต้นทุนที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับผู้ค้าออนไลน์ และเป็นต้นทุนที่ส่งผลว่าแม่ค้าจะได้กำไรมากหรือไม่เลยทีเดียว

ดังนั้น ร้านค้าออนไลน์จึงควร "เปรียบเทียบ" ผู้ให้บริการขนส่งเพื่อหาบริการที่เหมาะกับกิจการของตัวเองมากที่สุด เช่น ราคา ขนาด คุณภาพการขนส่ง การติดตามสินค้า ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนค่าส่งสินค้าได้แล้ว ยังสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า เปิดโอกาสให้กลับมาใช้บริการซ้ำได้อีกด้วย

 5. ค่าโฆษณา หรือค่าทำการตลาดออนไลน์ 

การทำการตลาด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์ในยุคปัจจุบันจะมีต้นทุนเหล่านี้เข้ามาเพิ่มด้วย เช่น การทำโฆษณาบนสื่อออนไลน์ต่างๆ อาทิ Facebook, Instagram, Tiktok ฯลฯ 

ทั้งนี้ ต้นทุนการทำการตลาด จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การตลาดของแต่ละร้าน ดังนั้น การขายสินค้าออนไลน์จึงควรเตรียมต้นทุนในเรื่องของการทำการประชาสัมพันธ์ หรือควรจะมีการวางแผน ก่อนจ่ายเงินโฆษณาก็จะช่วยให้ได้การโฆษณานั้นมีประสิทธิภาพคุ้มค่ากับต้นทุนที่ควักกระเป๋าจ่ายออกไปมากที่สุด

ทำการตลาดออนไลน์ ขายของออนไลน์

 6. ค่าจ้างออกแบบ 

ในช่วงเริ่มต้นการขายสินค้าออนไลน์ต้องมีการสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างการรับรู้ และเป็นที่จดจำให้กับลูกค้าให้ได้ โดยอาจมีหลายองค์ประกอบ เช่น การออกแบบสัญลักษณ์ของแบรนด์ การสร้างเว็บไซต์ เปิดเพจเฟซบุ๊ก ออกแบบเมนู ถ่ายภาพสินค้า ฯลฯ

ต้นทุนส่วนนี้อาจมีเฉพาะกับบางร้าน โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถออกแบบหรือลงมือทำเองได้ อาจจะต้องจ้างนักออกแบบทำให้ หรือหากขยายกิจการแล้วทำคนเดียวไม่ไหวอาจจะต้องจ้างเอเจนซี่ที่ให้บริการ แต่ในกรณีที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มีทักษะในการออกแบบอยู่แล้วหรือสามารถทำงานส่วนนี้เองได้ ก็จะช่วยประหยัดต้นทุนในส่วนนี้ไป

 7. ค่าจัดการระบบหลังบ้าน 

อีกหนึ่งต้นทุนที่เพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการสต็อก ดูดข้อมูลการซื้อสินค้าระหว่างที่ไลฟ์แบบอัตโนมัติ การตอบคำถามด้วยบอท ฯลฯ

เบื้องหลังการทำงานเหล่านี้ต้องการระบบซอต์แวร์เข้ามาช่วยทำงานซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้แรงงานคน ร่นเวลาแล้วยังช่วยลดความผิดพลาดของคน (Human error) ได้ด้วย

การเลือกใช้ระบบจัดการหลังบ้านที่มีบริการแตกต่างกันออกไป ย่อมมีต้นทุนในเรื่องของการจ้างงานผู้ให้บริการ Outsource หรือซื้อโปรแกรม ซึ่งมีทั้งการจ้างแบบรายเดือนเพื่อนเป็นผู้ดูแลระบบ หรือเป็นการติดตั้งระบบแล้วบริหารจัดการต่อเองก็มีเช่นกัน

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงต้นทุนเบื้องต้นเท่านั้น และแต่ละร้านอาจจะมีต้นทุนที่ต้องจ่ายแตกต่างกันออกแต่ทั้่งนี้ทั้งนั้นสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าแม้จะ "ขายของออนไลน์" แบบ "ไม่มีหน้าร้าน" แบบออฟไลน์ ไม่ต้องมีชั้นวางสินค้า ไม่ต้องมีเครื่องสแกนสินค้าเก็บเงินแบบหน้าร้าน แต่ก็มี "ต้นทุน" ที่จะต้องใส่ใจและวางแผนบริหารจัดการให้ดี เพื่อเป็นสะพานให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทั้งหลาย ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจนั่นเอง

ที่มา: Postfamily