จับตา 3 แบรนด์ไทย เกาะเทรนด์ 'ยานยนต์ไฟฟ้า' แห่งอนาคต

จับตา 3 แบรนด์ไทย เกาะเทรนด์ 'ยานยนต์ไฟฟ้า' แห่งอนาคต
4 มิถุนายน 2564
8,005

จับตา 3 แบรนด์ไทย เกาะเทรนด์ "ยานยนต์ไฟฟ้า" แห่งอนาคต ทั้งการเดินหน้าผลิตรถบัส-เรือไฟฟ้า จับทิศสถานีชาร์จที่รองรับการชาร์จหลากรูปแบบ ตั้งแต่ที่บ้าน ศูนย์การค้า หรือระหว่างการเดินทาง รวมถึงแท็กซี่เพื่ออนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

ปัจจุบัน "ยานยนต์ไฟฟ้า" เริ่มเข้ามารุกคืบอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมากขึ้น เนื่องจากเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ขณะเดียวกันข้อมูลของศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ สะท้อนถึงภาพของการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า โดยปริมาณการจดทะเบียนใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, xEV) เพิ่มขึ้น 

ขณะที่เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เรียกประชุม คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งแรกของปี เพื่อกำหนดเป้าหมายใหม่ในการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ซึ่งต้องเป็นรถยนต์ ZEV หรือรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษ โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 100% ในปี 2578 ซึ่งเร็วขึ้นจากแแผนเดิม 5 ปี

วันนี้ ยานยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของบริษัทต่างๆ ในไทยที่พุ่งเป้าเกาะเทรนด์นี้ 

162277461832

  • MINE กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ สู่ธุรกิจรถบัส-เรือไฟฟ้า

กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ ภายใต้บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทที่เข้ามาจับเทรนด์พลังงานไฟฟ้า ที่เริ่มจากการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงไบโอดีเซล โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน สู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า โดยได้เปิดตัวรถบัสไฟฟ้า และให้บริการเดินเรือไฟฟ้า ในชื่อ MINE โดยดำเนินการภายใต้บริษัท ไมน์ โมบิลิตี รีเสิร์ช จำกัด รวมถึงขยายสู่การให้บริการสถานีชาร์จ [email protected] Anywhere ที่ดำเนินการภายใต้บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด

นอกจากนี้ [email protected] ยังสร้าง AMITA Technology Thailand โรงผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-Ion) ครบวงจรแห่งแรกของไทย ที่ดำเนินการภายใต้บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด 

162277470624

ทั้งนี้นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของกลุ่ม MINE ที่เริ่มนำมาใช้แล้ว ได้แก่ 

  • MINE SPA1 ยานยนต์ไฟฟ้าฝีมือคนไทย 100% เริ่มผลิตจริงในไตรมาสที่ 4/63 และส่งมอบให้ลูกค้าที่สั่งจองไว้ โดยลูกค้ารายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิพัฒนา จำกัด หรือกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่
  • MINEbus รถบัสไฟฟ้า/รถเมล์ไฟฟ้า มีการผลิตและส่งมอบรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าให้บริษัทเอกชนใช้เดินรถนำร่อง เช่น จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.สระบุรี เพื่อพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City 
  • MINE Smart Ferry เรือโดยสารไฟฟ้า รองรับการเดินทางเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-เตาปูน) กับระบบขนส่งสาธารณะทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยให้บริการระหว่างท่าปากเกร็ด - ท่าสาทร  

สำหรับบริการขนส่งสาธารณะ MINEbus และ MINE Smart Ferry นั้น จะเป็นการชำระเงินผ่านระบบอัตโนมัติ โดยการแตะจ่ายด้วยบัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือบัตร Hop เพื่อลดการสัมผัส

162277477330

  • SHARGE รุกบริการสถานีชาร์จ

ขณะนี้ SHARGE (ชาร์จ) ที่เดินหน้าเข้าสู่ EV Charging Ecosystem ด้วยการเริ่มให้บริการสถานีชาร์จ (Charging Service Provider) ที่วางกลยุทธ์เพื่อรองรับ LIFESTYLE CHARGING ECOSYSTEM ของผู้ใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า 3 สไตล์ คือ NIGHT, DAY และ ON-THE-GO โดยสถานีชาร์จแห่งแรก ในปี 2561 ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และเซ็นทรัล ชิดลม

  • NIGHT เป็นการรองรับกลุ่มผู้ใช้บริการชาร์จที่เน้นการชาร์จที่บ้าน มีสัดส่วน 80% ของผู้ใช้รถ EV ทั้งหมด 
  • DAY เป็นการรองรับกลุ่มผู้ใช้บริการชาร์จที่เน้นการชาร์จที่จุดหมายปลายทาง เช่น การชาร์จตามศูนย์การค้า แหล่งไลฟ์สไตล์ต่างๆ สถานศึกษา และอาคารสำนักงาน โมีสัดส่วนอยู่ที่ 15%
  • ON THE GO เป็นการรองรับกลุ่มผู้ใช้บริการที่เน้นการชาร์จตามสถานีชาร์จระหว่างการเดินทางข้ามจังหวัด หรือการท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนน้อยที่สุดคือ 5% แต่มีแนวโน้มที่จะสำคัญมากขึ้นในอนาคต

162277479159

โดยปีนี้ SHARGE วางกลยุทธ์ไว้ที่การเน้นการเข้าถึง EV Charging Station และเดินหน้าขยายไปถึงหัวเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่, เชียงราย, ชลบุรี, ระยอง, อยุธยา และภูเก็ต ภายใต้ความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และกำหนดเป้าหมายว่าเพิ่มจำนวนหัวชาร์จเป็น 700 หัว จากที่มีอยู่ 200 หัวในปัจจุบัน ผ่านการขาย การลงทุน การจับมือกับพาร์ทเนอร์และผู้ให้บริการสถานีต่างๆ

ขณะที่โรดแมป 5 ปี (2563 - 2568) SHARGE วางแผนขยายทุกตลาด เพื่อพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยเป้ารายได้ที่คาดว่าจะเติบโตถึง 3,000 ล้านบาท จากการขายเครื่องชาร์จ 16,000 เครื่อง ให้โครงการที่พักอาศัย 30% และอีก 70% คือยอดขายไฟฟ้าจากหัวชาร์จที่กระจายอยู่ 250 แห่ง ในแหล่งไลฟ์สไตล์ ตลอดเส้นทางกรุงเทพฯ หัวหิน พัทยา และเขาใหญ่ 

162277491367

  • CABB (แค็บบ์) แท็กซี่เพื่ออนาคต

ฟากของ CABB หรือบริษัท เอเชีย แค็บ จำกัด ภายใต้กลุ่ม ซี.เอ.เอส (C.A.S. Group) ที่ให้บริการรถแท็กซี่สีน้ำเงินซึ่งประยุกต์จาก "ลอนดอนแท็กซี่" รถต้นแบบสุดคลาสสิก ที่เริ่มให้บริการบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2563 ในลักษณะของแท็กซี่สาธารณะมาตรฐานใหม่ ใส่ฟังก์ชันที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และประกอบขึ้นใหม่ทุกคัน

ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์และผู้ให้บริการรถรับจ้างเพื่อการขนส่งเอกชนสาธารณะครบวงจร (Fully Integrated Taxi Business) และเล็งเห็นข้อจำกัดด้านการเดินทางของผู้ที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหว ผู้สูงวัย เอเชีย แค็บ จึงออกแบบ CABB ให้เรียกหรือจองรถได้ล่วงหน้า (ผ่านแอพพลิเคชัน การโทร หรือจุดจอดหน้าแหล่งไลฟ์สไตล์) ทั้งยังสามารถเข็นวีลแชร์ขึ้นไปได้ทั้งคัน จึงสามารถรับส่งผู้โดยสารที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกได้อย่างง่ายดาย ด้วยอัตราค่าบริการเริ่มต้นที่ 60 บาท

ที่ผ่านมา รถ CABB ใช้พลังงานจากแก๊ส และได้ร่วมมือกับค่ายรถจากจีน Zhejiang Geely New Energy Commercial Vehicle Group (GCV) สร้างฐานการผลิตรถยนต์แบรนด์ ASIA CAB รุ่น AS4 อย่างเป็นทางการที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน กรุงเทพฯ ด้วยงบลงทุนราว 500 ล้านบาท 

ต่อมา เอเชีย แค็บ ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสำหรับ CABB แท็กซี่เพื่ออนาคต (CABB EV) กับ 3 องค์กรชั้นนำเพื่อผลิตรถต้นแบบในประเทศไทย และสร้างโอกาสในการส่งออกรถไปยังประเทศต่างๆ ที่ใช้รถยนต์แบบพวงมาลัยขวา ได้แก่

  • เอสซีจี เคมิคอลส์ จะให้การสนับสนุนบุคลากร และการวิจัยเพื่อพัฒนาโครงสร้างรถยนต์ที่มีน้ำหนักเบาและเหมาะสมกับระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 
  • พลังงานบริสุทธิ์ จะให้การสนับสนุนบุคลากรและการวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับแหล่งพลังงานที่มาจากแบตเตอรี่ ระบบการจัดการแบตเตอรี่ สถานีชาร์จการวิจัยพัฒนาโซลูชันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่สนับสนุนการทำงานของรถให้ได้ประสิทธิภาพมากกว่าเดิม 
  • ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จะสนับสนุนด้านบุคลากรและการพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆ ที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ เพื่อลดการนำเข้า 

นอกจากนี้ยังมีไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เข้ามาสนับสนุนด้านไอทีและเทคโนโลยีที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานรถอีกแรงหนึ่ง

ในด้านงานบริการ พนักงานขับรถแท็กซี่ CABB จะต้องผ่านการฝึกอบรมภายใต้มาตรฐานประเทศญี่ปุ่นก่อน ส่วนการพูดคุยกับผู้โดยสารก็จะต้องทำผ่าน Intercom เนื่องจากมีพลาสติกกั้น ด้านการชำระค่าโดยสารก็ใช้วิธีโอนเงินหรือตัดบัตรผ่านแอพฯแบบ Cashless โดยระบบจะคำนวณจากระยะทางกับระยะเวลาที่ใช้จริงจากจุดรับไปยังจุดหมายปลายทาง 

เอเชีย แค็บ จึงเป็นธุรกิจรถแท็กซี่เพียงหนึ่งเดียวที่ทำตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กล่าวคือ มีโรงงานประกอบรถ (กำลังการผลิตปีละ 2,400 คัน) มีการจัดอบรมบุคลากรและการพัฒนาเทคโนโลยีหรือโซลูชันส์ (โดยร่วมกับพันธมิตร) ด้วยองค์ประกอบและการผนึกกำลังทั้งหมดนี้ คาดว่าจะสามารถผลิต CABB EV ให้ได้ใช้งานจริงในปี 2565 ซึ่งจะยกระดับงานบริการรถแท็กซี่ในประเทศไทยให้เทียบเท่าระดับสากลได้ไม่ยาก

3 บริษัทนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบริษัทไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นที่น่าจับตาต่อไปว่าไทยจะเข้าสู่เมืองยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตอย่างเต็มรูปแบบได้เมื่อไร

  

อ้างอิง : springnews

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง