เปิด “โรดแมพ” ปูพรมฉีดวัคซีน กทม.ต่อสถานการณ์ "โควิด-19" ระบาด ท่ามกลางความหวังคนกรุงเทพฯ
จากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) พุ่งสูงมากกว่า 2.4 หมื่นคน ในสถานการณ์ระบาดระลอก 3 โดยเฉพาะกลุ่มคลัสเตอร์ชุมชนใหญ่ ตลาด แคมป์คนงานก่อสร้างรวม 27 แห่งล่าสุด กำลังเป็นอีกจุดหักเหต่อการระบาดในกรุงเทพฯ จะมีกราฟผู้ป่วยในทิศทางใด
แต่ทางรอดที่สำคัญที่สุด อยู่ในเป้าหมายการฉีดวัคซีนป้องกัน “โควิด-19” ไปถึงคนกลุ่มเป้าหมายด่านหน้า กลุ่มอาชีพเสี่ยง และประชาชน “ทุกกลุ่ม” รวมถึงการควบคุม “คลัสเตอร์” ในชุมชนและสถานที่ต่างๆ ที่มีผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนเกิดขึ้น เป็นที่มานโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งทุกจังหวัดเร่งปรับแผนฉีดวัคซีน นอกเหนือจากการลงทะเบียน ให้มีช่องทาง “วอล์กอิน” ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ไปต้นไป
โดยข้อมูลที่ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 หรือ ศบค. ได้กำหนดรูปแบบรับวัคซีนแบบวอล์กอิน 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1.ตรวจสอบสถานพยาบาล หรือบริการฉีดวัคซีนนอกสถานพยาบาล 2.เตรียมบัตรประชาชน หรือบัตรที่ราชการออกให้หรือหนังสือเดินทาง 3.แจ้งความประสงค์เข้ารับฉีดวัคซีนที่สถานพยาบาล กรณีที่คิวเต็มเจ้าหน้าที่จะลงทะเบียนและนัดหมาย การฉีดวัคซีนในวันถัดไป และ 4.หากมีโรคประจำตัวขอให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลเป็นประจำเพื่อพิจารณาก่อนเข้ารับวัคซีน
โดยเฉพาะ กทม. ซึ่งยังเป็นพื้นที่พบการระบาดมากที่สุดอันดับต้นๆ ในประเทศ หน่วยงาน กทม.ได้วางโรดแมพฉีดวัคซีนให้สอดคล้องกับแผนจัดสรรวัคซีนที่มาจากรัฐบาลไปถึง 3 กลุ่มเป้าหมาย
1.ฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิดในชุมชนต่างๆ ที่พบการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน 2.ฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเสี่ยงการติดเชื้ออาทิ บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด่านหน้าที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค 3.กลุ่มประชาชนเป้าหมาย ที่เข้าหลักเกณฑ์รูปแบบการลงทะเบียน “หมอพร้อม” หรือแอพพลิเคชั่น “หมอพร้อม” เพื่อสร้าง “ฐานข้อมูล” ผู้ฉีดวัคซีน
สำหรับการเพิ่มช่องทาง “วอล์กอิน” ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ขณะนี้หน่วยงาน กทม.พร้อมปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล แต่รายละเอียดหรือรูปแบบที่นำมาปฏิบัติ ต้องนำมาหารือในคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม.และที่ประชุมของคณะผู้บริหาร เนื่องจากใน กทม. เป็นพื้นที่ที่มีผู้อาศัยและมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ทำให้รูปแบบการ “รวมกลุ่ม” อาจมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เพิ่มเติม
โดยเฉพาะ สิ่งที่ กทม.ต้องพิจารณาจาก “จำนวน” การจัดสรรวัคซีนที่ได้รับมา ซึ่งขณะนี้ได้ขอจัดสรรจากรัฐบาลไปจำนวน 5 แสนโดสเป็นวัคซีน “แอสตราเซนเนก้า” ซึ่งรัฐบาลจะส่งมอบให้ กทม.จำนวน 1 ล้านโดสภายหลังวันที่ 17 พ.ค.เป็นต้นไป
ที่ผ่านมา กทม.ได้วางแผนการบริหารจัดการวัคซีนฯ ระหว่างเดือน มิ.ย.-ธ.ค.2564 โดยประเมินจากปัจจัยสำคัญ ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่พิเศษมีการคมนาคมเคลื่อนย้ายประชาชนในจังหวัดข้ามจังหวัดแบบกระจัดกระจาย มีผู้ติดเชื้อและมีการติดเชื้อเชื่อมโยงกัน และทุกพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค จึงต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ครอบคลุมประชาชนที่มีความเกี่ยวข้องในทั้ง 50 เขต
สำหรับจากการทดลองระบบให้บริการฉีดวัคซีน กทม.ได้นำร่องจัดตั้ง 3 สถานที่ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนประกอบด้วย วันที่ 12 พ.ค. ที่ชั้น 3 สกายฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เขตจตุจักร วันที่ 13 พ.ค. ที่สามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน และวันที่ 14 พ.ค. ที่ชั้น 4 เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ เพื่อฉีดวัคซีนให้กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้าอาสาสมัคร ที่ได้รับการลงทะเบียนกับสำนักอนามัย กทม. จากข้อมูลเมื่อวันที่ 16 พ.ค.มีผู้ฉีดวัคซีนแล้ว 4,533 คน
ส่วนยอดผู้รับวัคซีนในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 438,529 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 ที่ 188,358 ราย และครบ 2 เข็ม 125,072 ราย
ขณะที่ระยะต่อไป กทม.กำลังขยายการวัคซีนบุคลากรส่วนหน้า ไปถึงผู้ที่ขับรถยนต์สาธารณะ พนักงานเก็บค่าโดยสารสาธารณะ จากบริษัทขนส่งต่างๆ ประมาณ 7,000 คน รวมถึงจะฉีดวัคซีนให้พนักงานเก็บขยะ พนักงานเก็บกวาด จากสำนักงานเขต คนขับแท็กซี่ วินจักรยานยนต์ พนักงานขนส่งอาหารต่างๆ ผู้มีอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็ก
นอกจากนี้ ตาม “โรดแมพฉีดวัคซีน” ที่ กทม.ร่วมมือกับเอกชน เปิดจุดฉีด “นอกโรงพยาบาล” 25 แห่ง เป้าหมายแห่งละ 1,000-3,000 คนต่อวัน รวม 25 แห่งจะให้บริการประชาชนได้ประมาณ 38,000-50,000 คนต่อวัน เมื่อรวมกับการฉีดวัคซีน “ในโรงพยาบาล” 126 แห่ง ที่มาจากกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคอีกวันละ 30,000 คน จะรวมการฉีดวัคซีนใน กทม.แต่ละวันได้ประมาณ 8 หมื่นคน
โดย กทม.คาดว่าเมื่อได้รับการจัดสรรวัคซีนจากรัฐบาลแล้ว ตั้งแต่เดือน มิ.ย.จะฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้กว่า 1 ล้านคนต่อเดือน
สำหรับรายชื่อ “หน่วยฉีดนอกโรงพยาบาล” 25 แห่งนั้น ประกอบด้วย 1.เซ็นทรัล ลาดพร้าว ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี 2.เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล 3.ไอคอนสยาม ร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช 4.ทรู ดิจิทัล พาร์ค ร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช5.สามย่านมิตรทาวน์ ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 6.เอสซีจี บางซื่อ ร่วมกับกรมการแพทย์ 7.เดอะมอลล์ บางกะปิ ร่วมกับโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
8.เดอะมอลล์ บางแค ร่วมกับมหาวิทยาลัยสยาม โดยคณะแพทยศาสตร์และคณะพยาบาลศาสตร์ 9.ธัญญา พาร์ค ร่วมกับโรงพยาบาลเครือบางปะกอก 10.เอเชียทีค ร่วมกับโรงพยาบาลเครือบางปะกอก 11.โรบินสัน ลาดกระบัง ร่วมกับโรงพยาบาลเครือบางปะกอก 12 โลตัส มีนบุรี ร่วมกับโรงพยาบาลเครือบางปะกอก 13.บิ๊กซี บางบอน ร่วมกับโรงพยาบาลเครือบางปะกอก และ 14. พีทีที สเตชั่น พระราม 2 ร่วมกับโรงพยาบาลเครือบางปะกอก
ส่วนอีก 11 พื้นที่ กทม.อยู่ระหว่างการตรวจความพร้อม ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2.สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์3.ธนาคารไทยพาณิชย์ (สำนักงานใหญ่) 4.มหาวิทยาลัยศรีปทุม 5.เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ 6.เซ็นทรัลเวิลด์ 7.สยามพารากอน8.เอ็มโพเรียม 9.โลตัส พระราม4 10.โลตัส ปิ่นเกล้า และ 11.บิ๊กซี ร่มเกล้า
ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า กทม.ได้เร่งขยายสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลหรือหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด -19 "กทม.-หอการค้าไทย" โดยในวันที่ 22-23 พ.ค.64 จะเปิดให้บริการ 14 แห่ง และปลายเดือน พ.ค.2564 จะเพิ่มอีก 11 แห่ง เป็น 25 แห่งทั่วพื้นที่ กทม.เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเดินทางมาฉีด
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ว่าฯ กทม.จะประกาศนโยบาย แต่ข้อจำกัดของ กทม.ก็ต้องรอความพร้อม อุปกรณ์ บุคลากร การเตรียมการอื่นๆว่าจะเป็นที่จุดใด แต่การฉีดวัคซีนยังเป็น “กลุ่มเป้าหมายเดิม” ในกลุ่มบุคลากรทางแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า และอาชีพเสี่ยงที่พบคนจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดสำนักอนามัยได้เตรียมรายชื่อไว้แล้ว
ทั้งหมดเป็น “โรดแมพ” ปูพรมการฉีดวัคซีน กทม.ต่อสถานการณ์ระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด ท่ามกลางความหวังของคนกรุงเทพฯ ต่อข้อมูลที่หน่วยงานรับผิดชอบที่ต้องชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เตรียมความพร้อมต่อการเข้าไปฉีดวัคซีนตามเป้าหมายหยุดการระบาดให้เร็วที่สุด.


